วันพฤหัสบดี 13 สิงหาคม 2020
  • :
  • :
Latest Update

เบื้องลึกของการเสด็จประพาสสยามของมกุฎราชกุมารนิโคลัส

 

 

เนื่องจากรัฐบาลรัสเซียยังไม่มีนโยบายแน่นอนทางจักรวรรดินิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลสยามจึงเกิดความเชื่อมั่นว่า การเสริมความสัมพันธ์กับรัสเซียนั้น นอกจากจะไม่เป็นภัยแล้วยังจะเป็นประโยชน์ต่อฐานะทางการเมืองของสยามอีกด้วย

ดังนั้น เมื่อมีข่าวว่ามกุฎราชกุมารนิโคลัสแห่งรัสเซียทรงมีแผนการจะเสด็จผ่านทางนี้เพื่อไปยังตะวันออกของรัสเซียโดยทางชลมารค เพื่อไปวางศิลาฤกษ์ทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียในปี C.1891 รัฐบาลสยามจึงเห็นเป็นลู่ทางที่จะบรรลุเป้าหมายตามนโยบายของตน

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคาดหมายว่า ถ้าพระองค์ทรงสามารถโน้มน้าวให้รัสเซียเป็นพันธมิตรได้ รัสเซียซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรของฝรั่งเศสอยู่ จะสามารถทำหน้าที่เป็นคนกลางในการแก้ไขปัญหาต่างๆที่สยามมีอยู่กับฝรั่งเศสได้ พระราชวิเทโศบายที่ล้ำหน้าของพระองค์คือ “การสร้างพันธมิตรซ้อนพันธมิตรนั่นเอง”

ในการเดินทางสู่เมือง วลาดีวอสต็อก ในรัสเซียตะวันออกเพื่อทรงเปิดทางรถไฟสายสายทรานส์ไซบีเรียตามพระบัญชาของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 3 พระบรมราชชนกของมกุฎราชกุมารนิโคลัส ไม่ว่าด้วยเหตุบังเอิญประการใดที่ขบวนเสด็จได้ออกนอกเส้นทางตามที่กำหนดไว้เดิม ซึ่งทรงตัดสินพระทัยเดินทางสู่เป้าหมายใหม่ ตรงไปยังอาณาจักรเล็กๆที่ไม่น่าสนใจเลยชื่อว่า “สยาม”

ขนาดที่ผู้ตามเสด็จคนหนึ่งได้บันทึกไว้ว่า ตามความคิดของชาวยุโรปโดยทั่วๆไปแล้ว ยังมองภาพเมืองสยามนี้ไม่ค่อยชัดเจนนัก ซึ่งพวกเราชาวรัสเซียเองก็ยังคงมีความรู้เกี่ยวกับภูมิภาคส่วนนี้ของโลกน้อยกว่าเรื่องชาวนิโกรในแอฟริกาหรือเรื่องชาวปาปัวเสียอีก

ทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย (Transsibirskaya Magistral) เป็นสายรถไฟที่ยาวที่สุดในโลก ช่วยในการเชื่อมต่อระหว่างกรุงมอสโก ไปยังเขตตะวันออกไกลและทะเลญี่ปุ่น มีสายย่อยเชื่อมต่อไปยังมองโกเลีย จีน และเกาหลีเหนือ

การค้นพบสยามของรัสเซียจะไม่มีความสำคัญอะไร ถ้าผู้นำคนนั้นไม่ใช่ ว่าที่จักรพรรดิซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย ที่ผู้นำทั้งโลกต้องการสวามิภักดิ์ และถ้าผู้นำคนนั้นไม่ใช่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ผู้นำจักรวรรดินิยมต่างต้องการหยุดยั้งพระองค์ไว้

ท่าทีของรัฐบาลสยามที่มีต่อการเสด็จประพาสของมกุฎราชกุมารนิโคลัส เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและเห็นได้ชัดว่ามีความหมายต่อประเทศสยามเป็นอย่างยิ่ง สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีต่างประเทศ มีโทรเลขถึงอุปทูตสยามที่กรุงเบอร์ลินให้ดำเนินการผ่านราชทูตรัสเซียเพื่อทูลเชิญมกุฎราชกุมารนิโคลัส

สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีต่างประเทศ

ซึ่งในระหว่างที่รอคำตอบอยู่นั้นก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ตามพงศาวดารรัสเซียฉบับแปลจากภาษาเยอรมันเขียนไว้ว่า อังกฤษซึ่งในขณะนั้นเป็นคู่แข่งทางการเมืองที่น่ากลัวของรัสเซียไม่ต้องการให้มกุฎราชกุมารนิโคลัส เกิดความประทับใจในสยาม จึงหาหนทางเพื่อสกัดกั้นไม่ให้แผนการเสด็จกรุงสยามเกิดขึ้น

โดยออกอุบายกุข่าวขึ้นว่า ในขณะนั้นเกิดมีอหิวตกโรคระบาดขึ้นอย่างหนักในกรุงเทพ จึงไม่น่าจะปลอดภัยด้วยประการทั้งปวงต่อองค์มกุฎราชกุมารนิโคลัส ที่จะเสด็จเยือนสยามในระยะนี้

แผนการสกปรกของตัวแทนรัฐบาลอังกฤษในอินเดียที่ส่งเรื่องดังกล่สวไปตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ทำให้มีผลทางจิตวิทยาไปทั่ว ซึ่งข่าวนี้ได้มาถึงพระเนตรพระกรรณของมกุฎราชกุมารนิโคลัส เมื่อเสด็จถึงเมืองโคลัมโบในประเทศศรีลังกาพอดี ข่าวที่เป็นเท็จนี้ได้สร้างความระส่ำระส่ายให้แก่คณะผู้ติดตามเสด็จไม่น้อยไปกว่ารัฐบาลสยาม ทำให้คำตอบเรื่องการเสด็จของมกุฎราชกุมารนิโคลัส ได้เงียบหายไปทั้งๆที่ขบวนเสด็จอยู่ในระยะห่างไม่เกิน 1 สัปดาห์

เรือยอร์ชพระที่นั่ง ปัมยัตอาโซวะ (Pamjat Asowa) ซึ่งนำมกุฎราชกุมารนิโคลัส มาเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อราชสำนักรัสเซียได้ทราบเรื่องนี้จึงมีปฏิกิริยาสนองตอบในทันที โดยให้ระงับแผนการเสด็จไปสยามไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย และคงให้ทำตามหมายกำหนดการเดิมคือ เรือพระที่นั่งจะตรงจากโคลัมโบไปยังสิงคโปร์และไซ่งอนตามที่ตกลงไว้ เพราะสยามก็ไม่ได้อยู่ในหมายกำหนดการเสด็จตั้งแต่แรก จึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องแวะมาสยามซึ่งไม่ใช่จุดหมายหลักของการมาในครั้งนี้

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้กุศโลบายในการแก้ไขปัญหานี้ด้วยพระองค์เองก่อนที่ขบวนเสด็จของมกุฎราชกุมารนิโคลัสจะเดินทางไปถึงสิงคโปร์ โปรดให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพทรงถือพระราชสาสน์ส่วนพระองค์เพื่อทูลเกล้าถวายต่อมกุฎราชกุมารนิโคลัส เพื่อให้แน่ใจว่ามกุฎราชกุมารนิโคลัส ยังคงพอพระทัยที่จะเสด็จมาสยาม

สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ

เมื่อมีโอกาสที่สยามสามารถอธิบายสถานการณ์ที่แท้จริงให้ทรงทราบ ในที่สุดความพยายามของรัฐบาลสยามก็ไม่สูญเปล่า เมื่อมกุฎราชกุมารนิโคลัส ทรงเป็นผู้ตัดสินพระทัยด้วยพระองค์เองในนาทีสุดท้าย ซึ่งหลังจากที่ทรงได้พิจารณาสถานการณ์แล้ว ในวันที่ 4 มีนาคม C.1891 เรือยอร์ชพระที่นั่ง ปัมยัตอาโซวะ (Pamjat Asowa) พร้อมด้วยเรือคุ้มกันรัสเซียอีก 2 ลำ จึงตามเรือมกุฎราชกุมารของสยามเข้ามายังกรุงเทพ ทำให้สยามสามารถพลิกสถานการณ์กลับไปเข้าแผนเก่าได้อีกครั้งหนึ่ง

ตลอดเวลาที่มกุฎราชกุมารนิโคลัส ประทับอยู่ในสยาม ทรงพอพระทัยการต้อนรับขับสู้ของรัฐบาลสยามเป็นอย่างยิ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ถวายการต้อนรับมกุฎราชกุมารนิโคลัสให้ดีที่สุดเท่าทีจะทำได้ เพื่อสร้างความประทับใจในประเทศสยามและประชาชนชาวสยามตลอดไป

มกุฎราชกุมารนิโคลัส เสด็จขึ้นท่าราชวรดิฐ ที่มีการจัดพิธีรับเสด็จอย่างสมพระเกียรติและยิ่งใหญ่

ด้วยการต้อนรับอย่างมโหฬารที่สุดเท่าที่เคยมีมา นับตั้งแต่วันที่เรือพระที่นั่งผ่านสันดอนปากน้ำเข้ามายังท่าเทียบเรือที่ประดับประดาอย่างงดงามด้วยข้อความแสดงการต้อนรับเป็นภาษารัสเซีย ทหารกองเกียรติยศสยามที่บรรเลงเพลงชาติรัสเซียรับเสด็จ จนกระทั่งถึงวันส่งเสด็จกลับ จนถึงกับเกิดคำพูดกล่าวเปรียบเปรยกันติดปาก สัพยอกใครต่อใครที่ทำอะไรใหญ่โตหรูหราว่า “ยังกับรับซาร์จากรัสเซีย”

พระราชวังสราญรมย์ได้รับการตกแต่งอย่างดีที่สุด เพื่อให้มิตรจากต่างแดนสุขสบายราวกับบ้านของตน รวมถึงการ “ปิกนิก” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และการคล้องช้างครั้งสุดท้ายของแผ่นดินสยาม โดย 2 วันสุดท้ายของมกุฎราชกุมารนิโคลัสในสยาม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานการรับรองมกุฎราชกุมารนิโคลัส ไปยังพระราชวังบางปะอิน ในลักษณะของการปิกนิกแบบไทยๆ ที่ไปกันเป็นคณะใหญ่จำนวน 3,000-4,000 กว่าคน และมีเรือเข้าร่วมขบวนเสด็จจำนวนนับร้อย สิ่งสำคัญที่สุดของการต้อนรับครั้งนี้

ขบวนเรือและประชาชนชาวสยามจำนวนมาก ต่างพากันมาต้อนรับมกุฎราชกุมารนิโคลัส อย่างอบอุ่น

คือจัดให้มีพระราชพิธีคล้องช้างเกิดขึ้นที่เพนียด เป็นพระราชพิธีคล้องช้างที่สมบูรณ์แบบที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด

และถือเป็นครั้งสุดท้ายในสมัยรัตนโกสินทร์เพราะการคล้องช้างป่าต้องอาศัยความชำนาญเป็นอย่างมาก และยังถือเป็นประเพณีเก่าแก่ที่ไม่ได้จัดขึ้นอย่างง่ายๆ การถวายการต้อนรับอย่างอบอุ่นของรัฐบาลไทยครั้งนั้นได้ผูกพระทัยมกุฎราชกุมารนิโคลัสกับชาวสยามเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

การคล้องช้างที่จัดถวายมกุฎราชกุมารนิโคลัส ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริว่า สยามและรัสเซียนั้นแม้อยู่ห่างไกล แต่พระราชวงศ์ได้ดำเนินพระราชไมตรีด้วยดีเสมอมาเสมือนหนึ่งแผ่นดินเดียวกันก็ว่าได้ ในการที่มกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียเสด็จฯ จากแดนไกลมาถึงเพียงนี้ มีพระหฤทัยประสงค์จำนงใดในราชอาณาจักรนี้ก็จะทรงจัดหาให้ไม่ขัดข้อง

ด้วยเหตุนี้มกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย จึงได้กราบบังคมทูล

ขอ “พระแก้วมรกต” ไปประดิษฐานที่กรุงรัสเซีย ทั้งนี้เป็นกุศโลบายของฝ่ายรัสเซีย เพื่อที่จะทดลองน้ำพระราชหฤทัยในสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงนิ่งและทรงอึ้งอยู่ชั่วครู่เพื่อดำรงพระเกียรติยศและพระเกียรติศักดิ์ ในพระราชฐานะพระมหากษัตริย์ แห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์

จึงทรงยึดถือคติที่ว่า “กษัตริย์ ตรัสแล้วไม่คืนคำ” ดังนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงมีพระราชดำรัสตอบตกลงพระราชทานพระแก้วมรกตแก่กรุงรัสเซีย

มกุฎราชกุมารนิโคลัส เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

ในการนี้ มกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย ก็ทรงตกพระทัยไม่น้อย เพราะทรงทราบดีว่าพระแก้วมรตกเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ของพระราชวงศ์ และอาณาประชาราษฎร์ทุกคน

เมื่อความเป็นดังว่านั้นฝ่ายรัสเซียจึงตระหนักดีว่าฝ่ายสยามไม่ได้มีความโลภที่จะอยากได้ทรัพย์สมบัติจากรัสเซีย นอกเสียจากน้ำใจไมตรีที่แท้จริง จึงทรงมีพระดำรัสตรัสขอบพระทัยอย่างสุดซึ้ง และขอให้ฝ่ายสยามได้ขอสิ่งใดจากรัสเซียเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนบ้าง

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (หรือ วัดพระแก้ว) ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงมีพระราชดำรัสตอบกลับโดยทันที

พระองค์ทรงขอ “พระแก้วมรกต”กลับคืนสู่ราชอาณาจักรไทย เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวของปวงชนทั้งราชอาณาจักรเช่นเดิม มงกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย ได้ทรงสดับดังนั้นทรงเลื่อมใสในพระปรีชาสามารถในสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเป็นอย่างมาก และทรงถวายพระแก้วมรกตคืน เนื่องจากพระราชดำรัส ของพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น

เสมือนหนึ่งกฎหมายและมีผลบังคับในทันที

เพื่อเป็นการตอบแทนการเสด็จประพาสของมกุฎราชกุมารนิโคลัส พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ตัดสินพระทัยที่จะส่งสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ เสด็จแทนพระองค์ไปรัสเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ อันเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของไทยแด่พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 แห่งรัสเซีย

จักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 3 แห่งรัสเซียเป็นพระราชโอรสของจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 2 และเจ้าหญิงมาเรียแห่งเฮสส์ เป็นพระราชบิดาของจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย

ซึ่งวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ ในการส่งสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพไปรัสเซียนั้น ความจริงแล้วทรงส่งไปเข้าเฝ้าพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 เพื่อหยั่งเชิงดูท่าทีของรัสเซียว่ามีท่าทีต่อสยามอย่างไร ไม่ใช่เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีทางการทูตแต่เพียงอย่างเดียว

จากความพยายามอย่างเชื่อมั่นและจริงจังของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ ทำให้พระองค์ทรงสามารถสร้าง อนุสาวรีย์แห่งพันธมิตร (Alliance) กับรัสเซียได้สมความคาดหมายในระดับหนึ่ง มีการนำภาพลงในหนังสือพิมพ์เผยแพร่ในเมืองหลวงของยุโรปทุกประเทศ

โดยภาพนั้นเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ให้ทั่วโลกได้รับรู้ว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์จักรีกับราชวงศ์โรมานอฟในด้านการเป็นพันธมิตรกันได้บังเกิดขึ้นแล้ว”

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและมกุฎราชกุมารนิโคลัส พร้อมข้าราชบริพารผู้ตามเสด็จณ พระที่นั่งเวหาจำรุญ พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 25 มีนาคม C.1891

ซึ่งภาพนี้เพียงภาพเดียวก็ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งยุโรป

ทำให้การกระทำอันป่าเถื่อนของนักล่าอาณานิคมตะวันตกที่กระทำต่อดินแดนอื่นๆทั่วโลก ต้องหยุดชะงักการกระทำเช่นนั้นกับสยามประเทศเอาไว้ เนื่องจากยำเกรงอำนาจบารมีของรัสเซียและเนื่องจากสยามเริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจจากชาวยุโรปมากขึ้น จึงทำให้เป็นเสมือนเกราะป้องกันภัยจากนักล่าอาณานิคมชาวตะวันตกอีกชั้นหนึ่ง

 

Reference:

1. หนังสือ การเมืองนอกพงศาวดารรัชกาลที่ 5 เบื้องหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรป

2. หนังสือ The disruptor

3. /th-th.facebook.com/topsecretthai/posts/ไขปริศนารากลึกวัฒนธรรมไทย-รัสเซีย-ใยจึงแน่นแฟ้นแนบแน่นยิ่งนักช่วงรัชกาลที่-5

  •  
  •  
118
  •  
    ถูกใจ
  •  
    แสดงความคิดเห็น
  • แชร์