วันพุธ 21 สิงหาคม 2019
  • :
  • :
Latest Update

“จอร์จ โซรอส : หนุนอนาคตใหม่ เอาแม้วคืนอำนาจ

28 มี.ค 2019 09:21

… “ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงระบอบให้เป็นแบบตะวันตกต้องการ” ได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นก่อนการเลือกตั้งในประเทศไทย กลุ่มฝ่ายค้านที่พยายามแย่งชิงอำนาจและกำจัดเอา “ทหาร” ที่มีอำนาจอิสระเหนือการเมือง ออกจากการเมืองไทย

… โดยฝ่ายค้านเหล่านั้นได้รับ “เงินทุนสนับสนุนและการสนับสนุนทางการเมือง” อย่างกว้างขวางจาก “อเมริกา อังกฤษ อียู” ขององค์กรทางตะวันตก เช่น มูลนิธิ Open Society Foundation ( OSF) ที่มี “จอร์จ โซรอส เป็นประธานใหญ่

… OSF มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ นิวยอร์ค “อเมริกา” มีสาขาทั่วโลกใน 37 ประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศที่ยังไม่พัฒนาหรืออ่านไม่ทันเกมตะวันตก นักล่าเมืองขึ้น , ตั้งแต่ปี 1993 องค์กรนี้ ให้เงินอุดหนุนการเคลื่อนไหวในประเทศจุกจ้อย เพื่อให้เป็นประเทศเสรีแบบที่เขาต้องการและชักใยได้ ผ่านองค์กร เอ็นจีโอ หรือองค์กรพัฒนาเอกชนไปแล้ว 11,000 ล้านดอลล่าร์ ( ที่อีกมุมหนึ่งมันคือ การแทรกแซงการเมือง กิจการภายในของประเทศต่างๆทั่วโลก รวมทั้งอาจารย์ นักศึกษา นักการเมือง สื่อมวลชน ต่างๆ )

… ในปี 2018 OSF ได้ย้ายสำนักงานสาขายุโรปจากกรุงบูดาเปสต์ เมืองหลวงของ “ฮังการี” บ้านเกิดของโซรอสเอง, เพราะเขาเป็นคนฮังการีเชื้อสายยิว ที่ตอนหลังย้ายไปอยู่ที่ อเมริกา, ที่ตอนหลังย้ายสำนักงานไปอยู่เบอร์ลินของเยอรมัน เพราะว่าฮังการีบ้านเกิดเขาไม่ยอมรับโซรอส ถือว่าเป็นองค์กรนี้ เป็นอันตราย ต้องขับออกนอกประเทศ ที่แอบเนียนแทรกแซงทางการเมืองของประเทศเขา

… เมื่อไม่นาน เดือนมกราคม ปี 2019 นี้เอง องค์กรนี้ ได้ประกาศว่า “ลุงสีจิ้นผิง” ของ “จีน” “เป็นศัตรูที่อันตรายที่สุดของโลกเสรี” ตามความหมายขององค์กร “จีน ไม่ใช่แค่ประเทศเผด็จการธรรมดา แต่ยังร่ำรวยที่สุด แข็งแรงที่สุด และมีเทคโนโลยี ที่ทันสมัยมากที่สุดในโลกด้วย ที่สร้างความเสี่ยงทางความมั่นคงแบบที่ยอมรับไม่ได้กับส่วนที่เหลือของโลก” ลุงโซรอสโฆษณาชวนเชื่อแบบนั้น

… หนึ่ง ในแนวร่วม ลูกสมุนของ OSF ก็คือ “พวกฮิวแมน ไร้ท์ว๊อทช์” Human Rights Watch (HRW) – ที่เพิ่งเอาใจนายทาส ที่ให้เงินโดยการเผยแพร่รายงาน “ประณามการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไปในไทย” จะนำมาซึ่งการบั่นทอน​ “สิทธิ์ในการลงคะแนน” ของประชาชนชาวไทย ( เหมือนเขียนบทไว้แล้วว่า หลังเลือกตั้งจะให้เป็นแบบไหน ) HRW “พวกฮิวแมน ไร้ท์วอทช์” พวกนี้ เป็นเหมือนนักเขียนบทและวาทะกรรมสวยๆ ให้นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามโจมตี “ทหาร” สร้างพวกเขาทำให้เป็นตัวร้าย​ , ในอดีตก็สร้างภาพคอมมิวนิสต์ เป็นผีร้าย

… “ทำไมต้องเป็นประเทศไทย ?” ที่เขาต้องแทรกแซง

… ในย่านอาเซี่ยน ไทยเป็นประเทศที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของตะวันตก เป็นศูนย์กลางภูมิศาสตร์การเมือง การค้าเศรษฐกิจ ของย่านนี้ เศรษฐกิจใหญ่อันดับ2 ของอาเซี่ยน แต่หลัง “สงครามเย็น” ไทยก็พยายามเปลี่ยนนโยบายจะสลัดหลุดจากอิทธิพลอำนาจของ “อเมริกา” อย่างช้าๆ โดยแสดงออกในหลายส่วน เช่น พยายามจะซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหาร จาก “จีน รัสเซีย และยุโรป” เพื่อคานอำนาจกับการซื้อจากอเมริกาเหมือนในอดีต ( ล่าสุดเดือนที่แล้วท่านทูตดอน ก็ไปเยือนรัสเซีย ถึงมอสโกว์ )

… ประเทศไทยยังเป็นพันธมิตรสำคัญในโครงการ One Belt, One Road (OBOR หรือ BRI ) “ทางสายไหมใหม่” ของจีน “โครงการรถไฟความเร็วสูง”กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างพร้อมข้อเสนอสำหรับการก่อสร้างทางรถไฟสายอื่น ๆ ที่เข้าสู่การเจรจาขั้นสุดท้าย ( โครงการนี้เป็นการหลีกเลี่ยงการป่วนการเดินเรือทางทะเล เช่น ทะเลจีนใต้ ช่องแคบมะละกา มหาสมุทรอินเดีย ที่อเมริกามาเฟียครอบครองมาตลอด ล่าสุดแล่นเรือผ่านช่องแคบไต้หวัน ที่จีนมองว่าเป็นน่านน้ำของจีน เพราะไต้หวันเป็นของจีน ) โดยไทยพยายามจะคานอำนาจกับทั้งสองฝั่งมหาอำนาจ

… “อเมริกา” นั้น ได้ “มีส่วนร่วมในความพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในระยะยาวในประเทศไทย” เช่น พยายามจะดัน “หุ่นเชิด หรือ นายหน้า” ของเขาขึ้นสู่อำนาจ ในปี 2001 ( หรือ 2544 ปีที่เกิดระเบิดที่สนามบินดอนเมือง สำหรับ คนที่เกิดไม่ทัน ตอนที่หาเสียง ทักษิณ บอกว่าจะดันไทยไปคบ “จีน” และสลัดออกจากอิทธิพล “อเมริกา” แต่หลังจากระเบิด ทักษิณ ก็กลายเป็น ลูกสมุนของเขา และไส้ศึกในประเทศไทย หนักกว่า พรรคสีฟ้าพูดหวานใจดำอีก ) อย่างน้อยที่สุดในปี 2544 หรือ 2001 เมกาก็ร่วมงานกับมหาเศรษฐีและอดีตที่ปรึกษากลุ่มคาร์ไลล์ เช่น อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ โดยดันทักษิณขึ้นสู่อำนาจทางการเมือง

… โดยนโยบายที่ “พรรคเพื่อไทย” ต้องเดินตาม อเมริกา ก็คือ “การปิดล้อมและสกัดจีน” หรือ China containment policy ( ถ้าจำได้ ก่อนการปฏิวัติของลุงเขียว น้าปูแดง เคยจะให้อเมริกามาใช้ฐานทัพอู่ตะเภา ในการอ้างว่าทำกิจกรรมทางภูมิอากาศ ที่แท้จริงแล้วคือการป่วนสอดแนม จีน ตอนใต้ ที่เครื่องบินจะบินจากฐานบินใน ไทย )

… โดย “อเมริกา” ต้องพยายามดัน “นายหน้า” หรือ “หุ่นเชิด” ที่ตัวเองชักใยได้อย่างเชื่อง มาเป็นผู้นำที่สามารถสั่งซ้ายหันขวาหันได้ แบบนายฮวน กว่ายโด่ ของเวเนซุเอล่า ในตอนนี้

… “โซรอส ในเมืองไทย”

… จากบทความของนักวิเคราะห์ภูมิศาสตร์การเมืองนาย Jean Perier’ ที่ชื่อว่า “หลังจากที่เลือดในไทยแห้ง คราวนี้ถึงคราวโซรอสต้องฆ่า”

… โดยในปี 1997 หรือ 2540 นั้น “โซรอส” ก็เป็นหนึ่งในนายทุนการเงินมาทำร้ายระบบการเงินไทย จนเงินทุนสำรองระหว่างประเทศถังแตก เกิดวิกฤติทางการเงิน และลามเป็นวิกฤติเศรษฐกิจในปีนั้นและลุกลามไปทั่วโลก เพื่อไทยจะได้ยืมเงิน “ไอเอ็มเอฟ” มาจ่ายหนี้ โดยต้องแลกกับการออกกฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ หนึ่งในนั้นคือ “การขายรัฐวิสาหกิจ” ( ที่ภาษาราชการสวยหรูว่า “แปรรูปรัฐวิสาหกิจ” ขายสมบัติชาติให้พวกเขาแบบถูกๆ ที่ทำเงินเข้าประเทศ ไปให้ต่างชาติมาซื้อในราคาถูก ตามมาด้วยขึ้นราคาน้ำมันแพงๆ จน น้ำมัน ปตท.แพงขึ้นถึงปัจจุบัน ที่ “คนอายุน้อย” เกิดไม่ทันจะรับรู้ )

… รวมทั้ง “ทักษิณ” พยายามจะผ่านกฎหมาย “การค้าเสรีระหว่างไทย อเมริกา” ที่ไทยเสียเปรียบโดยไม่ผ่านรัฐสภาที่ประชาชนเป็นคนเลือก ที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ( ตอนที่ โนพาโดล. ปทม. เอาเอกสารไปให้ลุงฮุน เพื่อประกอบรับรองแผนที่ดินแดนให้ กัมพูชา ยื่นขอเขาพระวิหาร กับยูเนสโก้ เป็นมรดกโลกฝ่ายเดียวนั้น “ก็ไม่ผ่านรัฐสภา” ข้ามหัวประชาชนที่อ้างว่าเขารักเทิดทูน จนถึงปัจจุบันนี้ ที่ทำให้ไทยเสียดินแดนทางบกให้กัมพูชาไปมาก ที่จะลากยาวไปถึง น่านน้ำทางทะเลที่เต็มไปด้วยน้ำมันด้วย ตามมาด้วยพี่มากสีฟ้า มามอบดินแดนผ่านศาลโลก ภารกิจปล้นชาติ สมบูรณ์แบบด้วย แดงชง ฟ้าตบหน้าเน็ต )

… โดย “ทักษิณ” ถูกออกแบบโดยตะวันตก “สร้างภาพมาให้เป็นวีรบุรุษ” ในการสร้างประเทศหลังวิกฤติการเงิน พร้อมวาทะกรรมมากมายที่ทำให้เขาเป็นดั่งเทพเจ้า และทำให้ไทยเป็นทาสในเรือนเบี้ยของตะวันตกทุกภาคส่วน ทั้งการเงิน การทหาร เช่น ในปี 2003 ไทยต้องยอมส่งทหารไปร่วมรบในอิรักด้วย รวมทั้ง “ทักษิณ” ยังได้เชิญ ซีไอเอ มาใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการทำ “โครงการ Extraordinary rendition “ ที่เกี่ยวกับการลักพาตัวและการลงโทษอาชญากรที่ผิดระบบกฏหมายนานาชาติ

… “วิกิลีค” ได้เผยแพร่ข้อมูลจากสถานทูตอเมริกา ในไทย ที่บอกให้รู้ว่า “อเมริกา” นั้นรับรู้และรับทราบในขนาดมหาศาลของการโกงกินของ “ทักษิณ” เช่นการขายหุ้นของชินวัตรไปให้เทมาเส็กของสิงคโปร์ แบบไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียว รัฐบาลเสียรายได้มหาศาลหลายหมื่นล้านบาท โดยวันเดียวที่ขายให้เทมาเส็ก เขาได้แก้ใขกฏหมายที่นักลงทุนต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สินในไทยได้มากและง่ายขึ้น เพื่อเอาเรื่องกรรมสิทธินี้ มาเป็นเครื่องจูงใจในการซื้อหุ้นของเขา ซึ่งการที่สถานทูตอเมริกาทำเป็นมองไม่เห็นในการคอร์รัปชั่นครั้งมโหฬารครั้งนี้ ก็เพราะว่าพอใจกับกฎหมายที่นักลงทุนต่างชาติ สามารถถือครองทรัพย์สินของไทยได้มากขึ้น โดยเฉพาะด้านการสื่อสารคมนาคม ที่จะเป็นเรื่องจำเป็นในอนาคต ที่ตอนนั้นทั้ง ระบบและตัวโทรศัพท์มือถือ และรวมทั้งเรื่อง “ข้อตกลงการค้าเสรี” ที่อเมริกาได้เปรียบไทยอย่างมาก

… จากช่วงปี 2001-2006 ที่ “ทักษิณ” ทำเพื่ออเมริกา ยุโรป เป็น “นายหน้าและหุ่นเชิด” ที่ซื่อสัตย์ ทำให้ ประเทศเหล่านั้นพยายามจะเสาะหาลู่ทางให้เขากลับมาปกครองประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง มีการ ละเลยเรื่องร้ายของเขา ทั้งการซื้อเสียงแบบโจ๋งครึ่มในต่างจังหวัดและการใช้กองกำลังก่อการร้าย “สีเลือด”ในการทำร้ายฝ่ายอื่นๆ อย่าง ชัดเจน และตำรวจมะเขือเทศ ก็เหมือนเป็นใจ ไม่ทำหน้าที่ เพราะเขาเองก็เป็นตำรวจคุมได้ทั้งองค์กร

… ในช่วงที่มี “การขับไล่ทักษิณ” ในปี 2549 หรือ 2006 นั้น ทั้งฝ่ายเขาและกองทัพฝ่ายค้านทางการเมืองตรงข้าม ที่ถูกมองว่าเป็น “ฝ่ายถูกต้อง” ที่มีทั้ง “ นักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว และนักเรียน สื่อ” ต่างก็ได้รับการสนับสนุนอย่างเปิดเผยจากอเมริกา อังกฤษ และอียู ผ่านการสนับสนุนทางการเมืองโดยตรงและการล็อบบี้ผ่านองค์กรพัฒนาเอกชน NGO ที่ได้รับทุนจากยุโรป- โดยแทบทุกองค์กรได้รับทุนอย่างน้อยบางส่วนจากมูลนิธิ Open Society Foundation OSF ของจอร์จโซรอส หรือ US National Endowment for Democracy (NED) ( อเมริกา เคยเล่นไพ่สองหน้า หนุนทั้งสองฝ่าย มาแล้ว สมัยสงครามเย็น ทั้งพลเอกสฤษดิ์และพลตำรวจเอกเผ่า ) ที่รวมทั้งสำนักข่าวชื่อดังอย่าง​ประชาไท, Prachatai, Isaan Record, และ BenarNews. Thai Lawyers for Human Rights (TLHR) , Human Rights Watch , Thai Netizen Network, iLaw,

… แต่ในปี 2014 ก็มีกระแสประท้วงทักษิณและหุ่นเชิดทั่วประเทศ ที่มีการก่อการร้ายและนองเลือดไปทั่วประเทศไทย จนนำไปสู่การรัฐประหารในปี 2014 นั้นเอง

… และล่าสุดการเลือกตั้งปี 2019 หรือ 2562 นี้ หนึ่งในพรรคการเมืองที่ “จอร์จ โซรอส” สนับสนุนก็คือ “พรรคอนาคตใหม่” ที่ชื่ออังกฤษ คือ “Future Forward Party” ที่บทวิเคราะห์บอกว่า เป็นพรรคเครือสาขาของ “ทักาิณ ชินวัตร” ที่มีผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคนหนึ่งเป็นคนที่เคยรับเงินสนับสนุนจาก “อเมริกา” และ “จอร์จ โซรอส” ( ที่ “ทร อดีตเก่า” หลุดปากให้สัมภาษณ์ไม่นานนี้ ว่า “จะพาทักษิณ กลับบ้าน” จนต้องแก้ข่าวกันพัลวัล กลัวจะเสียภาพลักษณ์ คนรุ่นใหม่ )

… There are also entire political parties operating on behalf of Thaksin Shinawatra such as Future Forward which include US and Soros-funded “activists” as “co-founders.”

… แม้แต่ “ทร อดีตเก่า” เองก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า ในอดีตนั้นเขาเคยให้การสนับสนุนพรรคของทักษิณ ชิณวัตรและเข้าร่วมกับ “คนเสื้อแดง” ที่เน้นแสดงออกทางการเมืองด้วยความรุนแรงมาแล้ว

… Future Forward’s founder, nepotist billionaire Thanathorn Jungrungreangkit, admitted to having supported Thaksin Shinawatra’s political party in the past, as well as attending his ultra-violent “red shirt” street mobs.

… ขณะที่ “ปิยะบุตร” ผู้ร่วมก่อตั้งพรรค ก็เคยเป็นล็อบบี้ยิสท์ ที่ทักษิณ จ้างมาจัดงานคนเสื้อแดงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เคยร่วมงานกับ “โรเบิร์ต อัมเตอร์ดัม” ล็อบบี้ยิสต์ ชื่อดัง, ที่แม้วดึงมาร่วมกับแกนนำในไทยมาป่วนเมือง, อีกคนของทักษิณ ในหลายๆโอกาส , ขณะที่ หนู-นลัทพร ก็เคยทำงานให้ “ประชาไท” ที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก โซรอสและ NED และชำนาญ จันทร์เรือง ผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตไหม้อีกคน ก็เป็นอีกคนที่เคยทำงานกับ Amnesty International, Pannika Wanich ก็เคยทำงานกับ วอยซ์ทีวี ที่มีเจ้าของเป็นพานทองแท้ ลูกชายทักษิณ

… และ “พรรคอนาคตใหม่” นี้ก็มี “พลโท ดร. พงศกร รอดชมพู” เป็นรองหัวหน้าพรรคอยู่ด้วย ที่ท่านเคยได้รับการอุ้มชูให้เป็นใหญ่ สมัยยิ่งลักษณ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ตอนนั้น ยิ่งลักษณ์ ต้องการจะเอาทหารมาเป็นพวก เพื่อจะหาประโยชน์จากพวกเขาทหารแตงโมในอนาคต

… “อนาคตไหม้่ คือ ขุนศึกแนวหน้าเอาทักษิณกลับสู่อำนาจ”

… “พรรคอนาคตใหม่” เป็นพรรคเดียวที่ได้รับการสนับสนุนจากอเมริกาและบริวาร ที่จะหาทาง “ดึงทักษิณ” กลับมามีอำนาจอีกครั้ง ( เหมือน นายฮวน กว่ายโด่ ของเวเนซุเอล่า” )

… แต่ปัจจัยภายในและภายนอกของ “พรรคอนาคตใหม่” แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเมกา ที่อุดหนุนเงินผ่านการบริจาคจาก NED และนักการเงินเอกชนอย่าง โซรอส และมูลนิธิ Open Society ของเขา ไม่เพียงแต่ต้องการจะแทรกแซง​ “การเมืองภายในของประเทศไทย” และ “การเลือกตั้ง” ครั้งนี้เท่านั้น แต่ต้องการ “สร้างโครงสร้างอำนาจและพรรคการเมืองทั้งหมด ให้อยู่ในโอวาทของเขาแบบเบ็ดเสร็จ” แบบจับให้มั่น​คั้นให้ตายคามือ​

… และตอนนี้ Human Rights Watch ก็กำลังจะทำรายงานชื่อว่า Thailand: Structural Flaws Subvert Election.” หรือ “รอยตำหนิทางโครงสร้าง ที่ล้มล้างการเลือกตั้งไทย” โดยในรายงาน HRW ได้ตำหนิ “ทหาร” ว่าเป็นตัวการในการทำลายระบบ “เลือกตั้งธิปไตย” ( ที่ตอนนี้กระแสคนรุ่นใหม่ของตะวันตก เขาเรียกว่า Plutocracy , Oligarchy หรือ ธนาธิปไตย และ คณาธิปไตย ประเทศ “อเมริกา” ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่อย่างใด )

… บทความ สรุปว่า “ไม่ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคอนาคตใหม่และพรรคนายหน้าไส้ศึกอื่นๆที่พยายามจะหนุนอำนาจ “ทักาิร ชินวัตร” คืนสู่อำนาจ จะสำเร็จหรือไม่ แต่ “วิกฤติการเมืองของประเทศไทย” ก็จะดำเนินต่อไป จะเกิดการประท้วงอีกรอบครั้งใหม่ และจะเกิดการต่อต้านพวกประท้วง ม็อบชนม็อบ อีกเหมือนเดิม เพื่อจะสกัดไม่ให้ ประเทศไทย เปลี่ยนเจ้านายตะวันตก ไปคบตะวันออก อย่างจีน รัสเซีย” ( ไทยเราเหมือน เวเนซุเอล่า มีภูมิศาสตร์ที่ดีเหมือนเมืองเกงจิ๋ว ในสามก๊ก ที่ใครได้ไป จะได้ประโยชน์มาก )

… ขอขอบคุณ บทความจากคุณ Tony Cartalucci,

https://journal-neo.org/2019/03/20/us-and-soros-take-stab-at-thai-elections/?fbclid=IwAR0nQcSSL5nggcI1n1jVuFba_oiNtKT3uyAA_2Deg3MzsTRFdsEK6DosK0s

estern regime change efforts have intensified ahead of upcoming elections in Thailand. Opposition groups attempting to take power and remove Thailand’s powerful, independent military from Thai politics have received extensive, well-documented funding and political support from Washington, London, Brussels, and Western corporate foundations, including the most notorious of all – George Soros’ Open Society Foundation (OSF).

One such front – Human Rights Watch (HRW) – has recently released a report condemning upcoming elections as undermining the “right to vote.”

To understand Soros-funded propaganda published by HRW, one must first understand why Thailand has been targeted for regime change in the first place.

Why Thailand?

The Southeast Asian Kingdom of Thailand serves as a pivotal regional hub economically and geopolitically. It has the second largest economy in ASEAN and remains the only Southeast Asian state to have avoided Western colonization.

While some analysts still cling to Cold War-era stereotypes regarding Thailand’s role in the US-led war against Vietnam, the country has since dramatically pivoted away from Washington.

Thailand’s military in particular has begun replacing its aging American weapons with Chinese, Russian, and European weapons. This includes everything from small arms to Russian Mi-17 transport helicopters, European warplanes, Chinese main battle tanks and armored personnel carriers (APCs), and even Chinese-built ships and submarines.

Thailand has also become a key partner in China’s One Belt, One Road (OBOR) initiative. High-speed rail lines are already under construction with proposals for the construction of more lines entering final negotiations.

While Thailand – by necessity – still maintains ties with the West, and Western allies like Japan – it is clear that it has balanced out these ties – with the momentum of Thai foreign policy tilting decisively in favor of Eurasia at Washington’s expense.

For all of these reasons and more, the US has been involved in long-term regime change efforts in Thailand, starting at least as early as 2001 with billionaire and former Carlyle Group adviser Thaksin Shinawatra’s ascent into political power.

By 2001 it was already clear that China’s rise regionally and globally was imminent and that the process of encircling and containing Beijing had become a priority for US foreign policy. Placing proxies like Thaksin Shinawatra into power in Thailand was aimed at creating a unified front of US client states along China’s peripheries.

Soros in Thailand 

Geopolitical analyst Jean Perier’s article, “After Bleeding Thailand Dry, Soros is Going in for the Kill,” provides a detailed history of the 1997 Southeast Asian financial crisis and the role Soros’ financial speculation played in – first precipitating it – then exploiting it. The crisis also created a vector for Western political subversion.

Shinawatra’s rise to power in the wake of the financial disaster was meant to rebuild Thailand according to Washington’s designs. Shinawatra quickly consolidated political power, attempting to built a one-party state under his and his Western sponsors’ control.

He also took multiple steps toward transforming Thailand into a US client state – including committing Thai troops to the illegal US invasion of Iraq in 2003, inviting the US CIA to use Thai territory as part of its global “rendition program,” the privatization of Thailand’s national oil and gas conglomerate PTT, and an attempt to pass an unpopular US-Thai free trade agreement without parliamentary approval.

He also indulged deeply in a myriad of human rights abuses and abuses of power, which eventually provided Thailand’s institutions with a pretext to finally remove him from power through a military coup in 2006.

While Shinawatra’s supporters – including the Western media – claim charges of corruption against him were politically motivated, Wikileaks in a published US diplomatic cable would reveal the US Embassy itself as impressed at the scale of Shinawatra’s corruption – especially in regards to his changing of foreign ownership laws on the same day of his tax-free selling of stocks in his company to Singaporean investors.

Despite the embassy’s admissions of Shinawatra’s corruption, they still supported him and even noted that the move would make it more likely foreign ownership laws could be further liberalized, claiming:

The fact that the deal was structured to get around Thailand’s restrictions on foreign investment nevertheless raises serious questions about the investment climate in Thailand, and shows the limits of liberalization to date. The outcome to hope for going forward is that any domestic political debate about policy issues such as foreign ownership of telecom assets may put to rest some of the Thais fears of market liberalization, and by extension a Free Trade Agreement with the United States.

Since then, Shinawatra has been tried and convicted of corruption and sentenced to 2 years in prison – a sentence he has since evaded as a fugitive hiding abroad.

Shinawatra has tried to return to power through various proxy regimes run openly by family members including his brother-in-law Somchai Wongsawat who briefly served as prime minister in 2008 before being removed by Thailand’s courts, and Shinawatra’s sister – Yingluck Shinawatra – who served as prime minister from 2011-2014 until a second military coup removed her from power.

Soros and Company Seek Thaksin Shinawatra’s Return  

Considering Shinawatra’s utility as a US proxy and his enthusiastic attempt from 2001-2006 to transform Thailand into a fully integrated US client state – it is obvious why the US and its European and corporate partners seek to return him and his associates to power.

It has, however, become an increasingly uphill battle. While still able to swindle elections through overt vote-buying upcountry and his regular use of organized terrorism, Shinawatra himself through his serial political failures and upon asset seizures by Thai courts – has gone from the 4th richest in Thailand to 19th. Impressive popular anti-Shinawatra protests in 2014 marked unprecedented, nationwide opposition to his return to power – a sentiment that will only likely to have grown since.

But even if he is unable to take power – his ability to still divide and set Thailand back – including through additional violence – likewise serves Washington and Wall Street’s purpose of denying nations like China a viable partner.

Since Shinawatra’s ousting in 2006 – he and an army of political opposition parties, supposed “rights” groups, student “activists,” and media fronts have been openly backed by Washington, London, and Brussels through direct political support and lobbying, and through US-UK-European-funded NGOs (nongovernmental organizations) – with virtually all of them at least partially funded by George Soros’ Open Society Foundation.

Fronts regularly cited by the Western media ahead of Thai elections funded by either Soros’ Open Society or the US National Endowment for Democracy (NED) or both include media fronts PrachataiIsaan Record, and BenarNews.

Dubious “human rights” fronts include Thai Lawyers for Human Rights (TLHR) which both openly defends agitators protesting Thailand’s current government, as well as leads protests.

Other “human rights” fronts include Human Rights Watch and Amnesty International’s Thai branches, as well as the Thai Netizen NetworkiLaw, and Fortify Rights (2017 annual report, PDF).

Future Forward: Shinawatra and Soros 

There are also entire political parties operating on behalf of Thaksin Shinawatra such as Future Forward which include US and Soros-funded “activists” as “co-founders.”

Future Forward’s founder, nepotist billionaire Thanathorn Jungrungreangkit, admitted to having supported Thaksin Shinawatra’s political party in the past, as well as attending his ultra-violent “red shirt” street mobs.

His co-founder, Piyabutr Saengkanokkul, previously served as a lobbyist for Thaksin Shinawatra, holding “red shirt” rallies at Thammasat University with Shinawatra’s paid lobbyist Robert Amsterdam attending several events.

Future Forward’s other co-founders include Nalutporn Krairiksh – concurrently working for US NED and Soros-funded media front Prachatai. Chamnan Chanruang – also a Future Forward co-founder – was previously “chairperson” of Soros-funded Amnesty International, according to his own biography on Future Forward’s website.

Rangsiman Rome has also joined the ranks of Future Forward. Rome was co-founder of the “Democracy Restoration Group” and regularly organized protests with US NED and Soros-funded TLHR member Anon Nampa, as well as Nuttaa ‘Bow’ Mahattana who was literally caught in bed with a senior member of Thaksin Shinawatra’s Pheu Thai Party.

Future Forward also includes former Shinawatra loyalists including ex-army general Pongskorn Rodchompoo – who was promoted during the Yingluck Shinawatra administration in a bid to gain leverage within the military.

The Bangkok Post in a 2015 article titled, “NSC deputy chief shunted to PM’s Office,” would report:

Lt Gen Pongsakorn was appointed to the NSC by then-prime minister Yingluck Shinawatra, moving from the Supreme Command, two years ago.

He followed the same route as Paradorn Pattanatabut, who was earlier removed from the NSC secretary general’s job by Gen Prayut to a similar position as adviser to the prime minister.

Pongsakorn Rodchompoo – a former Thai general – entering the ranks of Future Forward as “deputy leader” is particularly ironic considering Future Forward’s supposed opposition to military influence in Thai politics.

Future Forward’s Pannika Wanich previously worked for Voice TV – a media channel “owned” by Thaksin Shinawatra’s son, Panthongtae Shinawatra.

And Future Forward itself is ceaselessly promoted by the myriad of US NED and Soros-funded fronts operating in Thailand and abroad as well as by the Western media. The Foreign Correspondents’ Club of Thailand (FCCT) – a conglomeration of the largest Western media organizations operating in Thailand – organized an event featuring various candidates including Future Forward’s leader, Thanathorn J.

While other candidates were invited, Thanathorn J. was singled out and promoted, particularly by the BBC’s Jonathan Head who fielded softball questions that even when fumbled by Thanathorn J., were in no way challenged or followed up. It is a pattern that is reflected throughout the entirety of not only the BBC’s coverage of Thailand’s upcoming elections, but across the entirety of the Western media.

Regime Change 

Future Forward is only one of several proxy parties being promoted by the West as vectors of returning Thaksin Shinawatra – and the interests he represents – back into power.

But Future Forward’s internal and external factors fully illustrate how the US government through the National Endowment for Democracy and private financiers like George Soros and his Open Society Foundation are not only interfering in Thailand’s internal political affairs and upcoming elections – they are collectively creating and attempting to install into power an entire political party.

Understanding the full geopolitical context Thailand’s elections are unfolding within, it is possible to return to Human Rights Watch’s recent report on Thailand’s elections titled, “Thailand: Structural Flaws Subvert Election.”

In it, only a single mention is made of Thaksin Shinawatra. His current role in running multiple parties to return himself to power is entirely omitted. The fact that HRW and the Thai opposition it is supporting are both funded by Soros via Open Society is also conveniently omitted.

HRW’s accusations of Thailand’s military “subverting elections” is akin to accusing police arresting a convicted murderer of “kidnapping” by never mentioning the “kidnapped” is a convicted murderer.

In the same sense, HRW is citing allegedly repressive measures amid Thai elections without mentioning those targeted by such measures are working for Thaksin Shinawatra – a convicted criminal and fugitive – and his foreign sponsors. His participation in elections is both illegal and undemocratic, a fact unmentioned by HRW and the army of foreign-funded agitators it serves in the ranks of.

It is only through dishonest but deliberate omissions of these facts that the West is able to meddle in yet another election abroad and attempt to once again topple a government impeding its own self-serving agenda in a nation thousands of miles for its own shores.

Whether Western-backed regime change is successful or not – Thailand’s political crisis will likely continue – including another round of protests and counter-protests, deadly “color revolution-style” violence, and possibly another intervention by Thailand’s courts or military. Either way, it will at the very least impede Thailand’s continued pivot from West to East and divert resources away from the nation’s future development.
https://journal-neo.org/2019/03/20/us-and-soros-take-stab-at-thai-elections/