วันเสาร์ 16 ธันวาคม 2017
  • :
  • :
Latest Update

ขอเป็นแนวร่วม ‘ไพร่เต้น’ รื้อคดี

ให้ตายเถอะ จอร์จ!

ในชีวิต ไม่เคยเห็นด้วยกับความคิดใดๆ ของไพร่เต้น “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” มาก่อนเลย

ครั้งนี้ “ครั้งแรก”……..

ไพร่เต้นพูดปุ๊บ ผมเห็นด้วยปั๊บ ปีติแผ่ซ่าน-ซาบซ่าทั่วสารพางค์กาย จนโลมชาติลุกชูชัน

สืบเนื่องจากเมื่อ ๓๑ ส.ค.๖๐

“ศาลฎีกา” มีคำพิพากษาคดีสลายชุมนุม นปช.ปี ๕๓ ที่ “อภิสิทธิ์-สุเทพ” เป็นจำเลย

อัยการเป็นโจทก์ฟ้องข้อหา “ร่วมกันก่อให้เกิดการฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น”

ศาลฎีกา ยกฟ้อง……..

และถือ “คดีเป็นที่สุด” แล้ว!

“ฟ้องผิดศาล” เนื่องจากอภิสิทธิ์-สุเทพ เป็นข้าราชการการเมือง ถ้าจะดำเนินคดี

โน่น…ต้องไปฟ้องที่ “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง”

โดยเป็นอำนาจหน้าที่ ป.ป.ช.สอบสวนทำสำนวนคดีส่งอัยการพิจารณาฟ้อง

ไม่ใช่ DSI หรือตำรวจทำสำนวนคดีส่งอัยการฟ้อง “ศาลอาญา” อย่างที่ “นายธาริต เพ็งดิษฐ์” สมัยเป็นอธิบดี DSI ทำ

ก็รู้ทั้งรู้ ว่าอะไร-เป็นอะไร………

เพราะตอนเกิดเหตุ ตัวธาริตเองร่วมอยู่ในศูนย์ “อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน” กับอภิสิทธิ์-สุเทพ

การเมืองเปลี่ยนขั้ว ตัวเองก็เปลี่ยนข้าง ยอมทำตามที่พวก “อ่านกฎหมายรู้-ดูกฎหมายเป็น” ระบอบทักษิณกระตุกเชือก

เขาให้ไปเอาคดีมารื้อทำใหม่………..

ประมาณว่า “ชายชุดดำ” ไม่มีในสำนวน ก็ยอม

และการชุมนุม ปี ๕๓ ที่มีทั้ง สไนเปอร์ วินาศกรรมการ “เผาบ้าน-เผาเมือง” จลาจล-บุกวัด-ยึดสถานที่ราชการ กระทั่งโรงพยาบาล

ว่านั่น “ไม่เข้าข่ายก่อการร้าย” ก็ทำสำนวนสนองเขา จนกลายเป็น นปช.พับเพียบชุมนุม

แล้วผลฟ้อง “อภิสิทธิ์-สุเทพ” ซึ่งทำตามอำนาจหน้าที่ ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นไง?

ทั้ง ๓ ศาล มีคำพิพากษาตรงกัน คือยกฟ้อง

และไม่รับสำนวนคดีไว้พิจารณา!

คดีแบบนี้ ต้องไปยื่นฟ้องต่อ “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง”

ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗

ไม่ใช่อย่างที่อัยการนำคดีมาฟ้องศาลอาญา ด้วยข้อหาความผิดฐาน “ร่วมกันก่อให้เกิดการฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น”

อย่างที่บรรยายฟ้อง ประมาณว่า…….

กรณีระหว่างวันที่ ๗ เม.ย.-๑๙ พ.ค.๕๓ อภิสิทธิ์-สุเทพ ร่วมกันมีคำสั่ง ศอฉ.ให้มีการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วม นปช.

โดยใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนจริง เพื่อขอคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

ทั้งที่ไม่ปรากฏว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมกระทำการใดๆ อันเป็นการก่อการร้าย หรือชุมนุมโดยใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด

คำสั่งของ “อภิสิทธิ์-สุเทพ” กับพวก จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย

ทั้งที่ในสำนวนฟ้อง อัยการก็ระบุเองว่า……..

“นายอภิสิทธิ์ อดีตนายกฯ นายสุเทพ อดีตรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ผอ.ศอฉ. เป็นจำเลย”

ซึ่งเท่ากับรู้เต็มอก………

ทั้ง ๒ ทำตามหน้าที่ และสั่งการภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ยังฟ้องในข้อหาฆ่าผู้อื่น ในการขอคืนพื้นที่!

ก็เท้าความให้ฟัง จะได้ต่อติดเรื่องที่ “ไพร่เต้น” ตั้งโต๊ะแถลงวานซืน (๑๔ ก.ย.๖๐)

เรียกร้องให้รื้อฟื้นคดี “สลายชุมนุม นปช.” เมื่อปี ๕๓ ขึ้นมาใหม่ นั่นแหละ!

เห็นบอก สัปดาห์หน้า จะไปยื่นคำร้องอัยการสูงสุด ให้ส่งเรื่องไป ป.ป.ช.พิจารณา

ว่า “อภิสิทธิ์-สุเทพ” กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ หรือไม่ อย่างไร?

แล้วยังบอก จะไปที่ ป.ป.ช.เรียกร้องให้นำคดีมาทำใหม่ โดยอ้างความผูกพันตามคำพิพากษา

เนี่ย…มันถูกใจผมจริงๆ!

ดีนะที่เป็นคน ถ้าเป็นหมา ผมจะยุให้กระโจนงับไข่อภิสิทธิ์-สุเทพ ขย้ำแล้วฟัดให้ขาดทั้งพวงไปเลย

ที่ยุให้รื้อ นอกจากที่ไพร่เต้น “ค้างใจ” แล้ว ผมก็มีประเด็น “ค้างใจ” อยากรู้เหมือนกัน

เช่น……

-“ชายชุดดำ” ไม่มีอย่างที่ นปช.อ้างจริงหรือ?

เพราะปรากฏในคำพิพากษาศาลอาญา “คดีชายชุดดำ” เมื่อต้นปี แต่ในคดีมีอาวุธ เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิด ไม่ใช่คดีฆ่า

ศาลจำคุก “นายกิตติศักดิ์” และ “นายปรีชา” คนละ ๘ ปี

และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง ที่ชุมชน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต อีกคนละ ๒ ปี รวมจำคุกคนละ๑๐ ปี

ก็เป็นที่ทราบกัน…….

นายกิตติศักดิ์และนายปรีชา อยู่ในเหตุการณ์ชายชุดดำ “สลายทหาร” ที่สี่แยกคอกวัว เมื่อ ๑๐ เม.ย.๕๓

-“กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” ๑ ใน แก้ว ๓ ประการ ของ นปช.มีจริงหรือไม่?

-“กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” กับ นปช.ในเหตุการณ์ “ฆ่าทหาร” พลเอกร่มเกล้า ธุวธรรม ที่สี่แยกคอกวัว เป็นขบวนการเดียวกันหรือไม่?

เพราะขณะสลายทหาร บนเวที นปช.ที่สะพานผ่านฟ้าฯ มีเสียงตะโกน………

“พี่น้องครับ มีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายมาช่วยพวกเราแล้ว….”

สอดรับกับที่ “อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง” ปราศรัยหน้ากองบัญชาการทหารบก เมื่อมกรา ๕๓

“วันนี้ การต่อสู้เป็นครั้งสุดท้าย ถ้าไม่ชนะ เป้าหมายคือคุก หรือไม่ก็ตายเท่านั้น

พี่น้อง ผมขอบอกข่าวดี ว่า……

เดิมทีนั้น คนเสื้อแดงมีเพียงพรรคการเมืองและมวลชนเท่านั้น แต่วันนี้ แก้วอีกประการหนึ่งที่เรารอ นั่นคือ ‘กองกำลังไม่ทราบฝ่าย’

เขาพร้อมสนับสนุน และปกป้องคนเสื้อแดง

และพร้อมที่จะเป็นปรปักษ์กับกองทัพ ถ้ากองทัพทำร้ายประชาชน”

-การชุมนุม นปช.ไม่เข้าข่ายก่อการร้ายตาม นปช.อ้างจริงหรือไม่?

เพราะในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์………..

คดีแพ่ง เมื่อ ๒๓ ธ.ค.๕๖ กรณีห้างสรรพสินค้าเซ็นเตอร์วัน ฟ้องบริษัท แอกซ่า ประกันภัย จำกัด ให้จ่ายค่าเสียหาย

กรณีถูกวางเพลิงเผาทรัพย์และขโมยทรัพย์สินระหว่างการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง “๑๙ พ.ค.๕๓”

ในคำพิพากษา สรุปจากการพิจารณาพยานและหลักฐาน พบว่า เนื่องจาก

หลังเกิดเพลิงไหม้แล้ว มีรถดับเพลิงเข้าไปดับ แต่ถูกขัดขวางจากผู้ชุมนุม

พบลูกธนูที่พันด้วยผ้าตกอยู่บริเวณชั้นล่างของอาคารศูนย์การค้า

พบร่องรอยกระสุนปืนเป็นรูอยู่หลายรูบริเวณเสาด้านหน้าอาคาร

ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ จึงไม่เชื่อว่า………

การวางเพลิงเกิดจากกลุ่มวัยรุ่นคึกคะนอง จักรยานยนต์รับจ้างและคนขับรถซาเล้งซื้อของเก่า ที่มีเจตนาลักทรัพย์

และพิจารณาโดยสรุปจากพยานหลักฐานเกี่ยวกับการวางเพลิงแล้ว พบว่า

การวางเพลิงเกิดจากการกระทำของกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.บางส่วนที่ต้องการใช้ความรุนแรง และ/หรือข่มขู่ เพื่อผลทางการเมือง

เพื่อต้องการส่งผลให้รัฐบาลและประชาชนหวาดกลัวการกระทำของกลุ่ม นปช.ที่วางเพลิงนั้น เข้านิยาม “การกระทำการก่อการร้าย”

และผมยังอยากรู้ต่อไปด้วยว่า……….

ใครกันนะ ที่ปลุกระดมคนเสื้อแดง ที่เขาสอยดาว จันทบุรี เมื่อ ๒๗ มกรา ๕๓

“ถ้าพวกคุณยึดอำนาจ พวกผมเผาทั่วประเทศ เผาไปเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง แล้วใครจะจับใครจะอะไรมาเอากับผม ถ้าคุณยึดอำนาจ เผา”

และใครกันนะ ขึ้นเวทีปลุกระดมคนเสื้อแดง เมื่อ ๒๙ มกรา ๕๓

“พี่น้องนัดกันคราวหน้า ถ้ารู้ว่าเขาจะปราบปราม ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก

มาด้วยกัน ขวดแก้วคนละใบ มาเติมน้ำมันเอาข้างหน้า บรรจุให้ได้ ๗๕ ซีซี ถึง ๑ ลิตร

ถ้าเรามาหนึ่งล้านคนในกรุงเทพมหานคร มีน้ำมันหนึ่งล้านลิตร รับรองว่า กทม.เป็นทะเลเพลิงอย่างแน่นอน”

และใครกันน้าาาาา อยากรู้จริงๆ……..

ถ้ารื้อฟื้นคดีใหม่ได้ ไพร่เต้นช่วยรื้อนำมาเข้าสำนวนด้วยเถอะ ที่มันขึ้นเวทีตะโกนกับพวกแดงชุมนุม เมื่อ ๑๐ เม.ย.๕๔ ด้วยถ้อยคำว่า

“…………ยกเว้น ๒ หน่วยอย่าเอามาฆ่าผม คือ ๑.ทหารรักษาพระองค์ ๒.ทหารเสือพระราชินี เพราะพวกเรามีความเจ็บปวด ว่าเป็น ‘กระสุน….’ ใช่มั้ย?”

เอาแค่นี้ก่อน……….

นึกหัวข้อได้อีกเมื่อไหร่ จะโน้ตให้ “ไพร่เต้น” นำไปร้องให้รื้ออีก.