วันจันทร์ 23 กันยายน 2019
  • :
  • :
Latest Update

“คลื่นสีแดงกำลังกลับมา-เป้าหมายคือการล้มรัฐธรรมนูญ – สถาบันฯ”

กราบสวัสดีท่านผู้อ่าน ที่ยังคงติดตามอ่าน เพจ ปราชญ์สามสี มาโดยตลอด โดยยังไม่เปลี่ยนใจหายไปไหน วันนี้ได้มีโอกาส มานั่งเขียนเรื่องเขียนราวอีกครั้ง หลังจากที่หายไปซักระยะนึง เนื่องจากปัญหาสุขภาพ แต่พอได้ความน่ารักหมาแมวในเฟสบุ๊ค เลยพอจะทำให้ ชีวิตมี ความชุ่มชื้นในจิตใจขึ้นมาบ้าง สุขภาพจิตนี่สำคัญนะครับ สังคมสมัยนี้ให้ความสำคัญ สุขภาพจิตน้อยเสียเหลือเกิน แล้วยิ่งในสังคมออนไลน์ที่ยิ่งเต็มไปด้วยความรุนแรงอีกด้วยแล้วนี่ ทำให้คนมีอายุอย่างเราๆเริ่มรู้สึกว่าประเทศเราไม่น่าอยู่อย่างที่คิด …แต่หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า ท่ามกลางความรุนแรงในโซเชียลมีเดีย นั้นเอง มีคนบางกลุ่มมีความพยายาม ยั่วยุทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง ด้วยการเหยียดและข่มเหงความเป็นมนุษย์ผ่านทางการแสดงออกในโลกไซเบอร์ เพื่อทำให้สังคมเกิดความขัดแย้ง…ดังนั้นประเทศไทย ไม่ได้เลวร้ายเหมือนอย่างที่มันปรากฏในโลกอินเตอร์เน็ตหรอกครับ

สำหรับคนที่ไม่เคยได้อ่าน หรือพึ่งจะเข้ามานั้น ข้าพเจ้า จะขออธิบายเสียนิดว่า ข้าพเจ้ามิเคยคิดว่าตอนเองเป็นผู้รู้มากแต่อย่างใด เพียงแต่ว่า นามปากกานั้น มีความสอดคล้องกับเป้าหมายที่ต้องการสื่อสาร เช่นการ เตือนสติและกระตุ้นเรื่องความเป็นชาติ อันเป็นสิ่งคำคัญยิ่งของทุกชีวิตของแผ่นดินนี้ ความเป็นชาติเอกราชนั้นเป็นเหมือนหลักประกันว่าเราจะสามารถมีอิสรภาพภายใต้ข้อตกลงระหว่างกัน จะไม่มีผู้ใดสามารถข่มเห่งอิสรภาพของคนในแผ่นดินนี้ได้
ตราบใดที่เรายังมีชาติ ประชาชน และ องค์พระมหากษัตริย์

เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

ดูเหมือนว่าการเมืองของไทย บางส่วนเริ่มเข้มข้นเข้ามาเรื่อยๆโดยเฉพาะ จับกระแสการแสดงออกของบุคคลสองคน คือ คุณทักษิณ ชินวัตร และ คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็จะพบว่ามีบรรยากาศคล้ายช่วงเวลาน้ำลด ก่อนเกิด ซึนามิใหญ่

การที่คุณทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจวางมือทางการเมือง (ครั้งที่ 9 ) ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่พรรคเพื่อไทย และ พรรคอนาคตใหม่กำลัง ประกาศที่จะต่อต้านรัฐธรรมนูญฉบับ ปีพ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นฉบับที่รัฐบาลคสช.เคยทำประชามติเอาไว้นั้น นับว่าเป็นเหมือนการส่งสัญญานทางการเมืองว่าอุณหภูมิบ้านเมืองจะร้อนขึ้นเป็นทวีคูนแน่ ประจวบเหมาะกับการที่ นาย ธนาธร กำลังเดินทางไปยังต่างประเทศ เพื่อไปเสวนาทางการเมืองใน หลายๆประเทศทั้งในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และ ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของฐานเสียงของคนเสื้อแดงในต่างประเทศ และยังเป็น “พื้นที่ทางการเมืองระหว่างประเทศ”

นับว่าสำหรับคนวงในการเมืองที่เข้าใจเรื่องราวอย่างเข้มข้น จะทราบว่า การแสดง ออกของคนทั้งสองนี้มีส่วนสำคัญของการกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวของกลุ่ม ที่เรียกตนเองว่ากลุ่มต่อต้านทหาร
การที่คุณธนาธร เดินสายไปต่างประเทศอันเป็นฐานเสียงของคนเสื้อแดงเดิมนั้น ยิ่ง ตอบโจทย์ของการตั้งสมมุติฐานถึงความพยายามรวบรวมพลังของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เคยแตกกระจัดกระจาย กลับมารวมเป็นกลุ่มเดียวกัน หรือการกลับมาเคลื่อนไหวในการทำอย่างใด อย่างหนึ่ง และแน่นอนว่า ต้องเป็น “เรื่องใหญ่”. 
ตัวอย่างเช่นการระดมพลเพื่อ “ล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด” ซึ่งล่าสุดมีความพยายาม พยายามอย่างมากในการเรียกร้องที่จะยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ทั้งจากฝั่งของเพื่อไทย-อนาคตใหม่ และฝั่งของนักการเมืองที่ตกขบวนของอดีตประชาธิปัตย์
https://www.matichon.co.th/p…/politics-in-depth/news_1572355

และแน่นอนว่ามันสอดคล้องกับการเคลื่อนไหว ของกลุ่มคนเสื้อแดงหัวรุนแรงที่หลบหนีไปยังหลายๆประเทศ ซึ่งล่าสุดไม่กี่วันที่ผ่านมามีการก่อตั้งกลุ่ม “สมาคมนักประชาธิปไตยชาวไทยไร้พรมแดน”ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยมีตั้งเป้าหมายผลิต “ยุทธศาสตร์”เพื่อเอาชนะรัฐบาลคสช. และกำหนดทิศทางของฝ่ายซ้ายไทยในการรุกไล่ “ราชอาณาจักรไทย”

โดยมีการระบุไว้อยู่ในบางส่วนของคำแถลงการณ์จากประธานสมาคมนักประชาธิปไตยชาวไทยไร้พรมแดน ที่กล่าวว่า”..
“การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ประยุทธ์ จันทร์โอชา สืบทอดอำนาจสำเร็จ จึงต้องแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เพราะ 5 ปีที่ผ่านมาเป็นเผด็จการโจ่งแจ้งแล้วประชาชนก็ไม่สามารถต่อสู้เอาชนะได้ แต่เวลานี้เมื่อเขาเป็นรัฐบาลที่สวมเสื้อประชาธิปไตยแบบขาดวิ่น อาจทำให้ต่อต้านได้ยากลำบากกว่าการต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร
จรัลกล่าวต่อว่า ความพยายามสถาปนาระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่ปี 2475 ผ่านมา 87 ปีก็ยังล้มเหลว เพราะฝ่ายนิยมกษัตริย์สามารถฟื้นฟูระบอบเก่าได้เป็นระยะ นอกจากนี้สัญลักษณ์ประชาธิปไตยยังหายไปเช่น หมุดคณะราษฎร อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ และสิ่งต่อไปอาจจะเป็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย”

“สมาคมนักประชาธิปไตยชาวไทยไร้พรมแดน”นำโดยกลุ่มบุคคลที่ เป็นที่“คุ้นหน้าคุ้นตา”อย่างเช่น

ประธานองค์กรฯอย่าง “สหายแผ้ว” หรือที่คนรุ่นนี้รู้จักกันในชื่อ นาย จรัล ดิษฐาอภิชัย เคยอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ เดิมทีเริ่มต้นชีวิตเป็นอดีตแกนนำนักศึกษาเข้าร่วมกับสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มีผลงานเขียนอย่าง “การปฏิวัติฝรั่งเศส เล่ม 1 ,เล่ม 2ในสมัยของคนเสื้อแดงรุ่งเรือง นาย จรัล ดิษฐาอภิชัย ได้เข้าร่วม “สมัชชาประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เคลื่อนไหวทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา ร่วมกับ กลุ่มของ สุนัย จุลพงศธร นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ และ อเนก ชัยชนะ โดยมีองค์กรอิสระด้านสิทธิมนุษย์ชนบังหน้า
อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดงที่หลบหนี คดีอาฆาตมาดร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ มาตรา 112ใน แผ่นดินของรัชกาลที่9 ไปตั้งตัวที่ฝรั่งเศส จนมีความสนิทสนมอันดีกับพรรคคอมมิวนิสต์ในยุโรปในหลายประเทศเช่น ฝรั่งเศส และ เยอรมนี …

สมาชิกอีก หลายคนที่ปรากฏในกลุ่ม “สมาคมนักประชาธิปไตยชาวไทยไร้พรมแดน” ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เช่น

โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา นักกิจกรรมทางการเมือง อดีตกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ที่เราหลายคนรู้จักกันดี นับว่าเป็นที่น่าสนใจกับการเคลื่อนไหวของโบว์ ที่หันมาเคลื่อนไหวในต่างประเทศครั้งนี้ โดยเฉพาะ การเข้าร่วมกับ จรัล ดิษฐาพิชัย ซึ่เป็นที่ทราบกันดีว่า เป็นเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับขบวนการล้มเจ้าอย่างชัดเจนคนหนึ่ง

โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา ถือว่าเป็นนักเคลื่อนไหวหน้าใหม่ที่พึ่งเข้ามาในกลุ่ม โดยเริ่มแรกเข้าวงการจากการเป็น พิธีกร ของ voice TV ในรายการ DIVA CAFÉ ร่วมกับ คำผกา แล้วผันตัวเข้าสู่การร่วมทำกิจกรรมทางการเมือง ร่วมกับกลุ่มเยาวชนที่พึ่งแยกตัวจากกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) มาจัดตั้งกลุ่มใหม่ ชื่อ ประชาธิปไตยใหม่ …และมีการขยายกลุ่มเป็นกลุ่ม MBK39 เฉพาะกิจในการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่และต่อต้านคอรัปชั่นจากประเด็นนาฬิกา โดยมีสมาชิกหน้าใหม่จำนวนนึงเข้ามาร่วม หนึ่งในนั้น คือ เอกชัย หงศ์กังวาล ที่พึ่งออกจากคุกจากคดี แจกซีดี หมิ่นม.112 และยังคงเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช. โดยรับหน้าที่ในการเป็นตัวปะทะคอยยั่วยุ ให้ถูกกระทืบหลายตอ่หลายครั้ง (และในหลายๆครั้งก็เป็นคนเสื้อแดงกันเองที่ไปทุบ) เผารถถึงสองครั้ง
.
ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน โบว์ก็ถูกเปิดเผยจากที่ใดไม่ทราบได้ว่ามีความสัมพันธ์กับนักการเมือง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีทุจริต บ้านเอื้ออาทร เลยทำให้ โบว์หมดความน่าเชื่อถือในฐานะนักปราบคอรรัปชั่น…
แต่ก็ยังมีการเคลื่อนไหวอยู่อย่างต่อมาโดยตลอด จนกระทั่ง สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ (จ่านิว)ถูกทำร้ายโดยใครก็ไม่ทราบ 2ครั้ง …โดยครั้งแรกถูกกระทืบนับ10คนแต่ หาหมอ 3 วันหาย แต่ในครั้งที่2ถูกกระทืบจนมีอาการสาหัส โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา จึงเงียบๆไปจนกระทั่ง ล่าสุด มีข่าวว่า โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา กลับมาอีกครั้ง เป็น พิธีกรในการเปิดตัวกลุ่ม “สมาคมนักประชาธิปไตยชาวไทยไร้พรมแดน”ในต่างประเทศไป ยกเรื่องการทำร้ายร่างกาย เอาไปปลุกระดม เพื่อโจมตีไปที่ ตัวรัฐบาล คสช. โดยมีบางส่วนระบุว่า “ปัญหาและภารกิจเฉพาะหน้าของพวกเรา วันนี้จะเห็นว่ามีนักกิจกรรมถูกทำร้ายร่างกายเกินสิบครั้ง อีกทั้งยังมีการคุกคามรูปแบบอื่นทั้งการตั้งข้อหา ข่มขู่ การใช้ไอโอ สิ่งที่เกิดขึ้นกับจ่านิวกระตุกให้สังคมสนใจเรื่องนี้อีกครั้ง คิดว่าเพียงเพราะความเห็นต่างไม่สามารถทำให้คนเอาไม้เบสบอลมาตีโดยไม่สนใจว่าจะตายได้หรือไม่ เชื่อว่าแรงจูงใจคนที่ทำร้ายจ่านิวไม่ใช่ความโกรธที่มาเรียกร้องเลือกตั้งหรือตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์ การสร้างเรื่องปั่นกระแสความเกลียดชังเกิดขึ้นก่อนที่จ่านิวทำร้าย และต้องเกิดขึ้นนานพอจนสะสมความเกลียดชังและเกิดสิ่งนี้ขึ้น เชื่อว่าเป็นการทำเพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง แต่ไม่ฟันธงว่าใครทำ เราจะเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้อะไรจากสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เราจะเห็นกระแสความเกลียดชังตามโซเชียลมีเดีย
.
“การป้ายสีเรื่องล้มเจ้าเป็นเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรง การโต้ตอบอย่างมีสติจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการโต้ตอบด้วยอารมณ์จะยิ่งสร้างความเกลียดชัง แต่การชุมนุมก็ถูกทำให้กลายเป็นเครื่องมือที่ชำรุด คนพูดกันว่าการชุมนุมทำให้วุ่นวาย กลัวเข้าทางเขา กลัวรัฐประหาร กลัวกระสุนจริง ทำให้ปลุกม็อบไม่ขึ้น เราจึงต้องมีเครื่องมืออื่นที่จะต้องมาร่วมแลกเปลี่ยนกัน เราจะทำให้ระบอบประยุทธ์ 2 เป็นภาคอวสาน ต้องมียุทธศาสตร์ที่มีภาพที่เข้าใจตรงกันในสังคม เราต้องพูดถึงนิยามประชาธิปไตยที่ตรงกัน ความเกลียดชังต้องถูกกำจัด จะสู้กับไอโอได้ต้องเกิดจากปัญญาและการสร้างสรรค์ที่จะนำไปสู่หัวใจของชัยชนะ” ณัฏฐากล่าว
…………….
.
จรรยา ยิ้มประเสริฐ ซึ่งผู้คนมีความสับสนอยู่ไม่น้อยในประวัติของเธอ เดิมทีเคยหนึ่งในนักเคลื่อนไหว ยุคสหภาพแรงงาน ร่วมกับ แกนนำสหภาพแรงงานอีกหลายคน (เช่น จิตรา คชเดช และนักศึกษากลุ่มประกายไฟ) ออกมาเคลื่อนไหวเสียดแทงประเทศ โดยใช้การออกมาต่อเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิให้ชนชั้นกรรมกรเป็นหน้าฉาก ร่วมกับสมาชิกสื่ออย่าง”ประชาไท” เธอมีผลงานเขียนที่มีเอกลักษณ์เพราะใช้คำลงท้ายประโยคว่า “ครับ” จนทำให้ใครหลายคนสับสนกับคุณ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ (อดีตมันสมองของคณะนิติราษฎรรุ่นเดียวกับสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว)
.
จรรยา ยิ้มประเสริฐ เป็นนักเคลื่อนไหวกลุ่มแรกๆที่ย้ายไปยังประเทศฟินแลนด์ ก่อนการรัฐประหาร ปีพ.ศ.2557 และดำรงชีวิตที่นั้นในฐานะนักเรียกร้องสิทธิมนุษยชน นางเข้าร่วมกลุ่มกับจรัล ดิษฐาอภิชัย ในการชุมนุมทางการเมือง ในฝรั่งเศส และ เยอรมนี เพื่อต่อต้านรัฐบาล คสช. อีกทั้ง นาง จรรยา ยิ้มประเสริฐเคยมีประวัติแสบมากมายทั้ง เข้าไป ”เนียน” จัดฉาก ไปถ่ายภาพกับผู้ชุมนุมทางการเมืองในอิตาลีเพื่อเอาภาพมาดิสเครดิตรัฐบาลไทย ภายใต้การนำของ คสช. ครั้นมีประชุมกับผู้นำอาเซียนและยุโรป 
นาง จรรยา ยังเคยร่วมกับ เพื่อนๆของนางกลุ่มหนึ่ง(หนึ่งในนั้นคือ “แอนดรูว์ แมคเครเกอร์ มาแชล”อดีตนักข่าว ชาวสก๊อตแลนด์ และเพื่อนนักข่าวชาวเยอรมนีอีกคน) ไปทำข่าว โจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้เสียหายมาก็หลายครั้ง 
.
….
สมาชิก“สมาคมนักประชาธิปไตยชาวไทยไร้พรมแดน” อีกคนที่จะไม่พูดถึงก็ไม่ได้ นั้นคือ นาย ศรัณ ฉุยฉาย หรือ อั้ม เนโกะ อดีตนักเคลื่อนไหวเยาวชน ในกลุ่ม LLTD หรือ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) ร่วมกับสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ (จ่านิว), เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล และ รังสิมันต์ โรม ซึ่งถือเป็นกลุ่ม “เยาวชนในสายพานการผลิต ของ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ , สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และกลุ่มอาจารย์ ในเครือข่ายคุกคามสถาบันฯ มาโดยตลอด(นี่ไม่ใช่ผลผลิตชุดแรก ยังมีกลุ่มประกายไฟ และไฟเย็นก็อยู่ในสายการผลิตแต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าชุดนี้)
.
หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า นาย ศรัณ ฉุยฉาย หรือ อั้มเนโกะ นั้นมีบิดารับราชการเป็นตำรวจ ในขณะที่แม่เป็นครู นะครับ …อั้ม เนโกะ นั้นเติบโตมาจาการชุมนุมในเรื่องเล็ก ๆเช่นการเปลื้องผ้าเพื่อต่อต้าน ชุดนักศึกษา(โดยเวลานั้น มีกระแสภายในทางการเมืองตีความได้ว่า เป็นการพยายามต่อต้านชุดนักเรียนเพราะ 1.เป็นชุดพระราชทาน 2. เป็นการแสดงว่าเด็กไม่มีความจำเป็นต้องเชื่อฟังกฎเกณของคนรุ่นเก่า) และ การเรียกร้องประชาธิปไตย ภายใต้แนวคิดแบบ ปรีดี พนมยงค์ และ คณะราษฎร ตามแนวทางของกลุ่ม นิติราษฏรในเวลานั้น(และแน่นอนว่าต้องมี ปิยบุตร) **** (ข้าพเจ้าก็เลยไม่แปลกใจอะไรหากปิยบุตรจะขอเสนอในการยกเลิกเครื่องแบบสภา)
.

อั้ม เนโกะ กับจ่านิว เคยชักธงดำ แทนธงชาติไทย เพียงเพื่อประท้วงอธิการบดี มธ. โดยอ้างว่าอธิการบดี มธ. ที่มีแนวคิดไม่ตรงกับฝ่ายตนนั้น ฝักใฝ่ฝ่าย สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย …เรื่องนี้มองดูแล้วเชื่อว่ามีเจตนาเป็นเรื่องการเมืองภายในที่มีความพยายาม “กดดัน” อธิการบดี มธ. ยอมให้พวกตนการแสดงออกในพื้นที่มหาวิทยาลัยโดยมีกลุ่มอาจารย์ฝ่ายซ้ายหนุนหลังอยู่ ซึ่งหากมองจากบุคคลภายนอกแล้วจะเห็นได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์เพื่อแสดงถึงการไม่เอา “ชาติไทย” ซึ่งสอดคล้องกับ วาทกรรมของ เนติวิทย์ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มในช่วงนั้น ที่ระบุว่า

“หลังจากได้แสดงเจตจำนงสนับสนุนการกระทำของคุณอั้ม เนโกะผู้อำนวยการฝากครู มาบอกว่า ไม่อยากให้นำธงดำขึ้นเป็นธงชาติ ก็ไม่รู้หมายความว่าอย่างไร สำหรับผม ธงดำ ธงแดง ธงขาว ไม่มีสาระสำคัญอะไร ยิ่งธงชาติปัจจุบันผมเห็นว่าเป็น สิ่งที่ต้องแก้ไข ผมร้องเพลงชาติทีไรผมรู้สึกคลื่นไส้ทุกที”

อั้มเนโกะ ยังเข้าร่วมในการชุมนุมของนิติราษฎรหลายครั้งและมักแสดงออกเป็นที่โจษจันถึงความหยาบคายผ่านสื่อ จนกระทั่ง โดน น.ส.พรทิพา สุพัฒนุกุล หรือ “ฟ้า พรทิพา” เจ้าของสารคดี ฟ้องร้องในคดีหมิ่นเบื้องสูง และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ปี 2556 จนเข้าสู่ช่วงรัฐประหารปี 2557 อั้มเนโกะต้องหลบหนีคดี ไปยังประเทศฝรั่งเศส โดยไปอาศัย ร่วมกับ นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (หนึ่งในนักวิชาการที่ราชอาณาจักรไทยต้องการตัวมากที่สุด)

เมื่อมาอยู่ในฝรั่งเศส อั้ม เนโกะ มักเข้าร่วมในการชุมนุมทางการเมืองของฝรั่งเศสบ่อยครั้ง เช่นการแสดงออกเพื่อสนับสนุนผู้ลี้ภัยในประเทศฝรั่งเศส และการแสดงออกเพื่อต่อต้านรัฐบาลเอ็มมานูเอล มาครง ร่วมกับ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ครั้นตอนที่มาใช้ชีวิตในฝรั่งเศสปีกว่าซึ่งตรงกับช่วงการเลือกตั้งของฝรั่งเศสนั้นเอง ภายหลังอั้ม เนโกะได้เข้าร่วมกลุ่มกับ นาย จรัล ดิษฐาอภิชัย , แอนดรูว์ แมคเครเกอร์ มาแชล และนาง จรรยา ยิ้มประเสริฐ ในฝรั่งเศส และเข้าร่วมในการประท้วงในนามคนเสื้อแดงยุโรป จัดงานเสวนาทางการเมืองหลายๆครั้งทั้ง ที่ ฝรั่งเศสและเยอรมนี

………..
อีกคนที่น่าจับตามอง คือ นาย วัฒน์ วรรลยางกูร หนึ่งในนักเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในระดับใต้ดิน ที่ล่าสุดปรากกฏตัวที่ฝรั่งเศสได้ไม่นานมานี้ ทันทีที่ได้ลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ ก็ได้เคลื่อนไหวในนาม“สมาคมนักประชาธิปไตยชาวไทยไร้พรมแดน” อีกครั้งหลังจากที่ห่างหายมาหลายปี

นาย วัฒน์ วรรลยางกูร เคยเป็นนักเขียน มีผลงานกลอนและเรื่องสั้นเผยแพร่ตามนิตยสารต่าง ๆ เช่น ฟ้าเมืองไทย ชาวกรุง ลลนา ฯลฯ ในนาม “วัฒน์ วรรลยางกูร” และผลงานของเขานั้นก็ได้มีอิทธิพลใน 14 ตุลา 2516 และต่อมาในช่วงปี 2519 “วัฒน์ วรรลยางกูร ได้หลบหนีเข้าป่าจากการกวาดล้างคอมมิวนิสต์ และเมื่อออกจากป่าก็กลับมาทำมาหากินตามปรกติเป็นนักเขียนอิสระ เขียนนวนิยายเรื่องและเรื่องสั้น ลง นิตยสาร ลลนา และ นิตยสารสตรีสารรายสัปดาห์ อีกหลายเล่ม และเป็นถึง บบรรณาธิการสำนักพิมพ์บางแห่ง
ตั้งแต่ มีข่าวว่าในงานครบรอบ คนเดือนตุลาหลายๆครั้ง นาย วัฒน์ วรรลยางกูร มักจะเป็นส่วนหนึ่งของคนที่ทำกิจกรรมทางสังคมโดยได้รับเงินสนับสนุน จาก สสส.ไปทำกิจกรรม “เพื่อประชาธิปไตย”โดยร่วมกับ “ประชาไท”
นาย วัฒน์ วรรลยางกูร จัดเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญช่วงที่เสื้อแดงกำลังเฟื้องฟูสุดขีด เพราะ ถือเป็นบุคคลที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการแต่งเพลง ปลุกเร้าคนเสื้อแดงอีกทั้ง เป็นถึงผู้ก่อตั้งและเป็นผู้แต่งเพลงให้กับ “วงไฟเย็น” ยุคแรกๆ ที่ยังร้องเพลงโจมตีศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนรัฐประหารปี 2557 และมีหลายๆเพลงที่โจมตีพระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผย

ช่วงปีรัฐประหาร 2557 “วงไฟเย็น” ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงกลุ่มแรกๆ เรื่องจากพฤติกรรมของ สมาชิกแต่ละคนนั้นเข้าข่ายปลุกระดมให้กระด้างกระเดื่องต่อสถาบันฯ “วงไฟเย็น” แต่ละคนจึงลี้ภัยทางการเมืองไปยังประเทศลาว เข้าร่วมกับกลุ่มของ สุรชัย แซ่ด่านอดีตคอมมิวนิสต์ซึ่งลี้ภัยไปอยู่ก่อนแล้ว ตั้งตัวเป็นสถานีวิทยุออนไลน์ใต้ดินที่ประเทศลาว กระจายเสียงโจมตีสถาบันกษัตริย์อย่างเปิดเผย โดยร่วมมือกับสุรชัย แซ่ด่าน ,จักรภพ เพ็ญแข และ สุดา รังกุพันธ์ และทำงานร่วมกับกลุ่ม“สมัชชาประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”ในการเป็นฝ่ายกระจายข่าว “เรด โปรปาแกนด้า” (โจมตีกษัตริย์ไทยด้วยข่าวเท็จ)โดยได้รับการสนับสนุนลับๆ จาก การเงินมาจากกลุ่มทุนเอกชนในสหรัฐอเมริกา
แต่นาย วัฒน์ วรรลยางกูรกลับไม่ได้เข้าร่วมกับ “วงไฟเย็น” ในจุดนี้และหายหน้าหายตาไป…

จนกระทั่ง“วงไฟเย็น” และเครือข่ายของ สุรชัย แซ่ด่าน ล้มสลาย… เนื่องจากการหายสาบสูญของ นายสุรชัย แซ่ด่าน และลูกน้องนั้นเอง (แม้ว่าจะมีข่าวที่ปล่อยออกมาจากผู้ไกล้ชิดว่า การล้มสลายของขบวนการในลาวนี้จะเกิดจากการไล่ล่าของฝ่ายทางการไทย หรือ ทางการลาวก็ตาม… แต่กลับมีข่าวสวนกระแสภายในเช่นกันว่า ความขัดแย้งเกิดจากการปัญหาทางการเงินภายในเครือข่าย )

ในภายหลัง ที่เครือข่ายของสุรชัยแตกกระสานซ่านเซ็น “วงไฟเย็น”ที่เคยอยู่ในขบวนการเครือเดียวกันจึงต้องเร่ร่อน… จากจุดนี้เองก็มีข่าววงในออกมาเหมือนกันว่า มีคนจาก“วงไฟเย็น”…ได้ลี้ภัยทางการเมืองไปอาศัยที่ฝรั่งเศสแล้ว…ซึ่งปรากฏว่าเป็น นาย วัฒน์ วรรลยางกูรนั้นเอง

เมื่อวันเปิดองค์กร “สมาคมนักประชาธิปไตยชาวไทยไร้พรมแดน” นาย วัฒน์ วรรลยางกูร ร่ายกลอน บทสำคัญระคายเบื้องยุคลบาทอีกจนได้

……………………….

หากได้อ่านประวัติของสมาชิก “สมาคมนักประชาธิปไตยชาวไทยไร้พรมแดน” ก็พอจะทำข้าพเจ้าเข้าใจได้ว่า

การเดินทางของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ พรรณิการ์ วานิช” โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ที่กำลังจะเดินทางไป ยัง สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และ เยอรมนีในช่วงอาทิตย์หน้า ซึ่งเป็นช่วงไกล้เคียงกับการก่อตั้งกลุ่มก้อนทางการเมือง

มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีการนัดแน่พูดคุยทั้งต่อหน้าและลับหลังเพื่อเป็นการประสานเครือข่ายเสื้อแดงในต่างประเทศซึ่งแตกแยกไปคนละทิศคนละทางตั้งแต่ รัฐประหารปี 2557เพื่อเคลื่อนไหวในวาระใหญ่ๆแน่นอน

หลังจากนี้ เราคนไทยจะต้องติดตามข่าวและติดตามสถานการณ์ให้แน่ชัด เพราะหลังจากนี้ไปอีกสองเดือนคงจะได้เห็นอุณหภูมิประเทศที่เริ่มจะร้อนแรงแน่นอน