วันอาทิตย์ 17 ธันวาคม 2017
  • :
  • :
Latest Update

ความเข้มแข็งลุกขึ้นยืนของไทย หลังเหตุระเบิดที่โรงพยาบาล พระมงกุฎ

จากกรณี เหตุระเบิด โรงพยาบาล พระมงกุฎ จนมีผู้บาดเจ็บประมาณ 24 ราย  เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2560 ที่ผ่านมา  โดยระเบิดซุกซ่อน มาในแจกันดอกไม้ โดยมีลักษณะเป็นระเบิดสังหารที่บรรจุตะปูจำนวนมากและดินระเบิดแบบพิเศษ เรื่องนี้มีผู้สังเกตการณ์หลายฝ่าย ต่างความเห็นตรงกันว่า เป็นระเบิดทางการเมืองที่มีเจตนา หวังผลสังหารผู้บริสุทธิ์ เพื่อ ข่มขู่ รัฐบาลของคสช.
และขณะเดียวกัน มีแนวโน้มว่า ระเบิดดังกล่าวอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ ระเบิดทั้งสองลูก ก่อนหน้านี้ ซึ่งห่างจากระเบิด ลูกปัจจุบันไม่กี่อาทิตย์ อีกทั้ง ระเบิดทั้งสองลูกยังอยู่ไกล้เคียงเขตพระราชฐานจึงทำให้หลายๆฝ่ายมองว่า เป็นความพยายามสร้างความกลัวในหมู่ประชาชน หลังจากที่ระเบิดไปแล้วสองครั้งแต่กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ตัวเองหวังประชาชนคนไทย เริ่มตื่นตัวและ ประณาม การก่อเหตุครั้งนี้ด้วยเรียกว่าเป็นการก่อการร้ายที่แย่ที่สุด  โดยหยิบประเด็น สถานที่เกิดเหตุที่เป็นโรงพยาบาล มาพูดถึงว่า “ขนาดในกฏหมายสงครามสากล  เวลารบกันจะเลี่ยงการสังหารผู้บริสุทธิ์  และ เลี่ยงการทำลายสถานพยาบาล เพื่อมนุษยธรรม”

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ยังปราศจากเสียงของกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพบางกลุ่ม ทั้งที่เคยจุดเทียนสันติภาพในช่วงความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่าง กปปส.กับ รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร … จนมีหลายฝ่ายตั้งคำถามว่า กลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพกลุ่มเหล่านั้นหายไปไหน?แต่ท่ามกลางความรุนแรงที่เกิดขึ้น เปรียบเสมือน คลื่นใต้น้ำเหล่านี้  ก็ยังมีแสงสว่าง อยู่  นาย ไมเคิล ยอน ( Michael Yon) นักข่าวอิสระชื่อดัง ชาว สหรัฐอเมริกา ได้โพสข้อความพูดถึง ผู้รอดชีวิตในเหตุระเบิดที่ โรงพยาบาล พระมงกุฎฯว่า

——————————————————————

Thai resilience after the bombing this week at a Bangkok hospital
ความเข้มแข็งลุกขึ้นยืนของไทย หลังเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
ข้อความจากเพื่อนคนหนึ่ง เกี่ยวกับภาพด้านล่าง:

“สุภาพสตรีอายุ 92 ปีท่านนี้ เคยเป็นอาจารย์สอนนักเรียนแพทย์ทหารบก ในโรงพยาบาลที่ถูกระเบิด เธอโดนสะเก็ดระเบิดที่บริเวณหน้า และ คอ กรามถูกระเบิดทำลายอย่างสาหัส เธอเป็นหนึ่งในเหยื่อที่บาดเจ็บมากที่สุด เธอไม่สามารถพูดได้ แต่เธอเขียนจดหมายนี้ ให้กับหมอที่ทำการรักษาเธอ”
Note from a friend about the attachment below:
“She is a 92-year-old lady who used to be a lecturer for medical/soldier student in that hospital. She got hit at her face and neck. Her jaw was damaged severely. One of the most injured victims. She not be able to talk. But she wrote this note to her doctor.”
—————-
โดยในรูป ปรากฎ ข้อความที่ เหยื่อระเบิดท่านนี้ ได้ส่งจดหมายถึงคุณหมอ โดยระบุว่า “ขอบพระคุณคุณหมอ(ชื่อ) แม้ว่าจะไมไ่ด้อยู่แนวหน้าก็ยังถูกระเบิด ได้, ดีขึ้นมากแล้วค่ะ ไม่ต้องห่วงแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ “
——————————————————————————-อย่างไรก็ตาม ล่าสุดได้ มีข้อความ จาก พลตรี คเชนทร์ ปิ่นสุวรรณ  อดีตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเตรียมรับพิบัติภัยจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ได้โพสต์ความเห็นไว้อย่างเฉียบขาดน่าสนใจ

ข้อความนี้เป็นของพลตรีคเชนทร์ ปิ่นสุวรรณ ศิษย์เก่า วพม. เขียนจากใจ เลยอยากนำมาถ่ายทอดที่แห่งนี้…เสมือนบ้านที่ให้ได้อาศัย..เล่าเรียน..ตั้งแต่ ๓๕ ปีที่ผ่านมา…ชีวิตเติบโตที่นี่..ศึกษาเล่าเรียนที่นี่…ทำงานทดแทนคุณ..ดูแลรักษาผู้ป่วยของโรงพยาบาลนี้มาตลอด…ท่านทราบหรือไม่ครับ..แม้ที่นี่จะเป็นโรงพยาบาลทหาร…แต่คนไข้ส่วนใหญ่ของเราคือ..พลเรือน..ชาวบ้านธรรมดา…ทหารและครอบครัวเป็นคนไข้ส่วนน้อยของที่นี่ครับ…

โรงพยาบาลนี้ผ่านวิกฤตการณ์ทางการเมืองมาหลายครั้ง…แม้เราจะเป็นโรงพยาบาลทหาร…แต่เราก็ยังยืนหยัด..รักษาผู้คนอย่างไม่เลือกข้าง..เลือกฝ่าย…แม้เราจะเห็นต่างกัน..แต่เมื่อเป็นคนไข้ของเรา…เราก็ให้การดูแลอย่างดีที่สุด…

วันนี้..นั่งทำงานอยู่..ได้ข่าวว่ามีเหตุระเบิดที่อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ…มีผู้บาดเจ็บจำนวนมากส่งมาที่ห้องฉุกเฉิน…แม้จะพ้นจากความรับผิดชอบในพื้นที่มานานแล้ว..แต่ด้วยความคุ้นชิน..ก็นำพาตนเองลงมาที่ห้องฉุกเฉินอย่างไม่ต้องคิดอะไร…มาเห็นพวกพ้องน้องพี่…ระดมกันมาช่วยเหลือดูแลผู้บาดเจ็บอย่างเต็มกำลัง…แผนที่จัดเตรียมฝึกซ้อมกันมา..ก็นำมาใช้ได้อย่างเต็มความสามารถ…ทำให้เราดูแลผู้บาดเจ็บยี่สิบกว่าคนได้อย่างไม่วุ่นวายมากนัก…สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง…

ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่..เป็นผู้สูงอายุ…มานั่งรอรับยาที่ห้องจ่ายยานายทหารสัญญาบัตร..ซึ่งจัดแยกมาเฉพาะเพื่อบริการทหารและครอบครัว…ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ไม่ใช่นายทหารยศสูง หรือใหญ่โตแต่อย่างใด…ส่วนใหญ่มักเป็นนายทหารเกษียณอายุแล้ว…ห้องนี้เป็นห้องเปิดที่ใครก็สามารถเดินเข้าออกได้…ใครที่คิดชั่วๆก็สามารถเดินลอยชายเข้ามาทำได้อย่างไม่ยากเย็น…

หลังยืนยันเหตุการณ์แล้วว่าเป็นการวางระเบิด…ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคือ…ไม่อยากจะเชื่อว่า…จะมีคนกล้าทำแบบนี้…จิตใจเขาทำด้วยอะไร?….ความหมกมุ่นเกลียดชังคงบดบังความคิดจิตใจเขาจนหมดสิ้น…จึงได้ตัดสินใจนำพาให้ลงมือกระทำเช่นนี้…ไม่ว่าเขาจะต้องการสิ่งใดจากการกระทำที่เลวทรามครั้งนี้…ขอบอกเลยว่า…มันคงไม่ได้คำนึงถึงชีวิตของคนบริสุทธิ์ที่เจ็บไข้ได้ป่วยและมารักษาอยู่ที่โรงพยาบาล..ย้ำอีกครั้ง..โรงพยาบาล…มึงทำแบบนี้ได้อย่างไร?….เลวชาติมาก…

กลุ่มที่กระทำการนี้…ถ้าหวังผลก่อความวุ่นวายและความไม่สงบ…อยากบอกท่านว่า..หลังเหตุการณ์นี้…พวกเราสงบและมั่นคงมากกว่าเดิม…เราสามัคคีและตั้งมั่นเพื่อรับมือกับความไม่หวังดีที่จะเกิดขึ้น…และเราจะมั่นคงต่อสู้กับพวกท่านด้วยความสงบ..มุ่งมั่นทำหน้าที่การงานของเราต่อไปอย่างกล้าหาญ…ไม่หวาดหวั่นต่อความกลัวใดๆ…เพราะพวกเราถูกฝึกมาเช่นนี้….เราจะเติบโตและเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ…เราจะไม่ตอบโต้ท่านด้วยความรุนแรง..ดังเช่นที่ท่านกระทำกับเรา..เพราะเรามิใช่หน่วยงานที่มีศักยภาพที่จะทำเช่นนั้น…แต่เราจะต่อสู้กับท่านด้วยอาวุธที่ท่านไม่มี..และไม่สามารถต่อกรกับเราได้…นั่นคือ..ความดี…ซึ่งจะนำพาเราสู่ชัยชนะในที่สุด

ไม่ว่าจะเป็นใคร..พวกใด…เหล่าใดที่ร่วมกันกระทำการนี้…ขอประนามว่าการกระทำของพวกท่านครั้งนี้…เป็นการกระทำที่เลวระยำมาก…ผลกรรมที่ท่านได้ลงมือก่อไปแล้ว..คงจะส่งผลถึงท่านอย่างรวดเร็วในไม่ช้า…แม้ท่านอาจจะยังไม่ถูกจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกบิลเมือง..แต่ผลกรรมที่ท่านทำกับคนไข้ที่มารอรับการรักษา..จะตามไล่ล่าท่านอยู่ตลอดเวลา..และตลอดไป..ชีวิตท่านจะไม่มีวันได้รับความสงบสุขอย่างแน่นอน…ด้วยความรักและปราถนาดีจากชาวพระมงกุฎเกล้าทุกคน