วันเสาร์ 18 สิงหาคม 2018
  • :
  • :
Latest Update

ประชาธิปไตยกับมหาอำนาจ…

 

That’s ประชาธิปไตยกับมหาอำนาจ…

สำหรับจีน การเป็นประชาธิปไตยกับการเป็นมหาอำนาจ อย่างไหนสำคัญกว่ากัน… ศ. เอี๋ยนหยวนสู อดีตคณบดีคณะภาษาต่างประเทศ ม.แห่งชาติใต้หวัน เคยตอบอย่างเผ็ดร้อนในปาฐกถาครั้งหนึ่งว่า…

“ทุเรศมากที่ถาม ต้องเป็นมหาอำนาจสิถึงจะอยู่รอด… ถ้าเราไม่เข้มแข็ง เราก็จะยังเป็นได้แค่จีนยุคหลังปฏิวัติราชวงศ์แมนจูแล้วสถาปนาสาธาณรัฐจีนใหม่ๆ เป็นจีนที่ยังเป็นอาณานิคมชั้นรอง เป็นจีนที่ถูกครอบงำโดยจักรวรรดินิยมตะวันตกตลอดไป…

นโปเลียนเคยเตือนแล้วว่า อย่าแหย่ให้มังกรตัวนี้ตื่นมิเช่นนั้นชาติตะวันตกจะเดือดร้อน… ชาติตะวันตกรู้เรื่องนี้ดี จึงพยายามใช้คำขวัญ “เสรีประชาธิปไตย” มาสลาย แบ่งแยก ตีแตก สร้างความขัดแย้งภายใน ให้เราสู้รบทำลายกันเอง แล้วยังมีพวกงี่เง่าน่าสังเวชบางคน ตีไม่แตกแม้แต่เล่ห์เพทุบายนี้ อ้ารับแต่คุณค่าตะวันตกยันเต พยายามแบ่งแยกจีน สนองผลประโยน์ของชาติตะวันตก ให้ชาติตะวันตกเป็นนายและจีนเป็นทาษต่อไป แล้วยังจะเรียกตัวเองว่าหวังดีต่อประเทศชาติอีกหรือ..

ผมขอบอกทุกท่านว่า ถ้าชาติตะวันตกมายกนิ้ว “ไลก์” ให้ท่าน นั่นแสดงว่าท่านกลายเป็นคนขายชาติไปเรียบร้อยแล้ว… ใครๆก็รู้ว่า “ใครไม่เห็นแก่ตัว ฟ้าย่อมสาปแช่ง” ผลประโยชน์ของขนชาติคือสิ่งที่ควรเห็นแก่ตัวมากที่สุด เห็นแก่ตัวเพื่อชาติ ยิ่งเป็นสันดานของชาติตะวันตกทั้งหลาย เมกานั่นแหละตัวดีเลย…

ผมขอบอกว่า อนาคตของจีน ไม่ได้อยู่ที่ “ประสบการณ์ใต้หวัน” (อะไรคือประสบการณ์ใต้หวัน น่าภูมิใจนักหรือ น่าหัวร่อ) หรืออยู่ที่ฮ่องกง หรือแม้แต่ชาวจีนโพ้นทะเล แต่อยู่บนจีนแผ่นดินใหญ่ พวกเขาสรวมผ้าขาดวิ่นก็ยังกระทุ้งระเบิดปรมาณูออกมา นั่งส้วมหลุมก็ยังส่งจรวดไปดวงจันทร์ ใช้สองมือที่จับดินจนยกลูกตุ้มได้เหรียญทองในโอลิมปิค บูรณะเมือง “ถังซาน” ที่โดนแผ่นดินไหวทำลายอย่างหนักจนกลายเป็นเมืองมรดกโลก… ทั้งหมดนี้ เพราะพวกเขารักประเทศของเขา พวกเขาไม่ต้องการให้จีนตกอับอีกครั้ง…

ทำไมคนเมกาถึงได้รักเมกามากขนาดนั้น และทำไมคนญีปุ่นถึงได้รักญี่ปุ่น แล้วทำไมคนจีนที่ต้องการเป็น “ประชากรโลก” (ซึ่งเป็นเรื่องน่าขัน) จึงจะรักประเทศจีนไม่ได้… เราต่างถูกชาติตะวันตกครอบงำมา 2-3 ศตวรรษแล้ว พวกนิยมไอ้ยุ่นในใต้หวัน พวกทาษอังกฤษในฮ่องกง ท่านยังจะเป็นลูกเมียน้อยเช่นนี้ไปตลอดเหรอ ทำไมไม่อยากเป็นนายของตัวเองบ้าง”…

ท่านพูดนะ ไม่ใช่ฉาน… อิอิ

(ผมขอลบข้อความตอนท้ายที่อาจทำให้เกิดการโต้เถียงหรือขัดแย้งออกนะครับ เอาเป็นว่านำเรื่องเล่าที่ได้ฟังมาเรื่องหนึ่งมาเล่าให้ฟัง เขาเคยเป็นอาจารย์ที่สอนอยู่ใน ม.ที่ผมศึกษาจริงๆ ท่านเกิดในเมืองนานจิง จบคณะภาษาต่างประเทศที่ ม.ใต้หวัน ไปต่อที่ ม. วิซคอนซิล ในเมกา กลับมาสอนที่ ม.ใต้หวัน เคยเป็นคณบดีคณะภาษาต่างประเทศอย่างที่กล่าวไว้ ท่านเพิ่งเสียไปเมื่อปี 2012 นี่เอง การปาฐกถาครั้งนั้นพูดในปีไหนไม่แจ้ง แต่เป็นการพูดในใต้หวัน)…

ขอบคุณ บทความ จากเฟสบุ๊ก Ksd Smc