วันจันทร์ 18 ธันวาคม 2017
  • :
  • :
Latest Update

พรุ่งนี้คือวันที่อเมริกาจะวางระเบิดเวลาอีกครั้งกับกรณีพิพาทของอิสราเอลกับปาเลสไตน์

พรุ่งนี้คือวันที่อเมริกาจะวางระเบิดเวลาลูกใหญ่ของโลกอีกครั้งกับกรณีพิพาทของอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ถ้า ปธน.ทรัมป์ยอมรับให้กรุงเยรูซาเร็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล และมีโอกาสสูงมากเพราะก่อนหน้านั้น ปธน.ทรัมป์ได้ให้คำมั่นว่าจะย้ายสถานทูตสหรัฐจากกรุงเทลอาวีฟไปกรุงเยรูซาเร็ม ซึ่งองค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์ (Palestinian National Security) ได้ออกมาเตือนว่าการตัดสินใจนี้เป็นอันตรายต่อกระบวนการสันติภาพ ส่วนองค์การสันนิบาตอาหรับ (Arab League) ก็ได้แสดงความวิตกต่อเรื่องนี้เช่นกัน และให้ความเห็นว่า หากสหรัฐตัดสินใจเช่นนั้น ก็เท่ากับรับรองการยึดครองเมืองอันศักดิ์สิทธิ์ของอิสราเอลจากดินแดนของปาเลสไตน์

เรื่องนี้เป็นการฝืนมติของสหประชาชาติที่ค้านการเข้ายึดครองกรุงเยรูซาเร็มทั้งหมดของอิสราเอล เพราะว่าเยรูซาเร็มตะวันออกและเมืองเก่านั้นเป็นดินแดนแต่เดิมของปาเลสไตน์ และกรุงเยรูซาเร็มนั้นมีทั้งสามศาสนา คริสต์ มุสลิม และยิว อยู่กันอย่าสันติสุขมาหลายร้อยปี แต่หลังจากสงครามหกวันในปี 1967 ที่อิสราเอลทำสงครามกับอียิปต์และซีเรียนั้นก็เข้ายึดพื้นที่เยรูซาเร็มและที่ราบสูงโกรานรวมถึงพื้นที่เวสแบ็งค์ โดยไม่เคารพต่อมติของสหประชาชาติ และทุกประเทศใน UN ต่างก็ไม่รับรองการเข้ายึดครองของอิสลาเอล โดยไม่มีชาติใดเลยที่จะย้ายสถานทูตของตัวเองเข้าไปที่กรุงเยรูซาเร็มตามคำเชิญของอิสราเอล

แต่การที่สหรัฐจะย้ายสถานทูตเข้าไปที่กรุงเยรูซาเร็มนั้นเหมือนเป็นการไม่สนใจมติของสหประชาติ และเป็นการรับรองสิทธิ์ที่ไม่ชอบธรรมของอิสราเอลที่รุกรานปาเลสไตน์ และเป็นการรับรองมติของสภาอิสราเอลที่ลงมติให้กรุงเยรูซาเร็มคือเมืองหลวงของอิสราเอลในปี 1980 ซึ่งไม่มีประเทศไหนที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติเห็นชอบในการประกาศเคลมแต่ฝ่ายเดียวอันนี้ของอิสราเอล โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติประกาศให้ ไม่มีผลและเป็นโมฆะ เวลานั้นประเทศจอร์แดนก็ได้ประกาศสละสิทธิ์ในดินแดนแห่งนี้ทั้งหมดเพื่อให้องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์สามารถประกาศอิสรภาพปาเลสไตน์ได้ และองค์การสหประชาติรับรองสถานะของรัฐปาเลสไตน์และถือว่าเป็นรัฐเอกราชตั้งแต่ในครั้งนั้นเป็นต้นมา

จนถึงทุกวันนี้ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สหภาพยุโรป ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศและกาชาดสากลถือว่าเยรูซาเลมตะวันออกเป็นส่วนหนึ่งของเวสต์แบงก์ และจึงเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนปาเลสไตน์ และไม่มีประเทศใดรับรองอำนาจอธิปไตยของอิสราเอลในพื้นที่ที่เข้าไปยึดครองนั้นโดยการผนวกดินแดนที่ถูกยึดครองระหว่างสงครามเพียงฝ่ายเดียว โดยอิสราเอลนั้นฝ่าฝืนทั้งอนุสัญญาเจนีวาและข้อตกลงออสโล

ดังนั้นการที่สหรัฐจะย้ายสถานทูตของตัวเองเข้าไปในกรุงเยรูซาเร็มจึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เหมือนเป็นการรับรองการยึดครองที่ไม่ชอบธรรมของอิสราเอล รวมถึงเป็นการสวนทางกับมติของทุกประเทศในโลกนี้ที่ไม่รับรองการเข้ายึดครองในครั้งนั้น

เท่านั้นยังไม่พอ นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลเดินหน้าอนุมัติสร้างบ้านอีก 2500 หลัง ทันทีที่ ปธน.ทรัมป์ประกาศให้การสนับสนุนอิสราเอลในทุกเรื่องหลังการเข้ารับตำแหน่ง เพื่อให้ชาวยิวตั้งถิ่นฐานในเขตยึดครองเวสต์แบงค์และเยรูซาเล็มตะวันออกเพิ่มเติมจากเดิมที่มีชาวยิวราว ห้าแสนคน อาศัยอยู่ใน 140 แห่ง ในเขตเวสต์แบงค์และเยรูซาเล็มตะวันออก ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ในเรื่องนี้โฆษกของเลขาธิการสหประชาชาติถึงกับออกมาประนามอิสราเอลว่า อิสราเอลที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาสันติภาพโดยยึดหลักการอยู่ร่วมของ ยิว-ปาเลสไตน์

ข้อสังเกตุอีกเรื่องคือในการขยายที่ตั้งถิ่นฐานของชาวยิวในครั้งนี้จะได้รับเงินทุนสนับสนุนจากมูลนิธิที่นายจาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของ ปธน.ทรัมป์ เป็นผู้บริหารด้วย

****************************************************************

ผมอยากจะเล่าเรื่องรากเหง้าชองปัญหาให้ฟังว่าที่จริงแล้วปัญหาของอิสราเอลในดินแดนปาเลสไตน์นั้นไม่ต่างกับปัญหาโรหิงญาในดินแดนพม่าเลย นั่นคือเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนอังกฤษเป็นต้นเรื่องของปัญหาที่รัฐบาลอังกฤษในสมัยนั้นได้ออกเอกสารรับรองการสิทธิ์ในการก่อตั้งรัฐสำหรับชาวยิวในปาเลสไตน์ เอกสารที่รู้จักกันในชื่อว่า “คำประกาศบัลโฟร์” ซึ่งเป็นการตั้งชื่อตาม อาร์เธอร์ บัลโฟร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ โดยมีใจความระบุว่า รัฐบาลอังกฤษสนับสนุนให้ตั้งรัฐของชาวยิวในดินแดนปาเลสไตน์ ซึ่งในเวลานั้น ประชากรในพื้นที่ปาเลสไตน์กว่า 90% เป็นมุสลิม หรือชาวอาหรับที่นับถือคริสต์ ส่วนที่เหลือเป็นยิว

นั่นคือสิ่งที่องค์การไซออนิสต์ หรือขบวนการเคลื่อนไหวใหม่ของชาวยิวในยุโรปอ้างสิทธิ์ตามที่อังกฤษรับรอง และยังผูกเรื่องว่าดินแดนปาเลสไตน์คือบ้านเกิดของชาวยิวตามคัมภีร์พระพันธะสัญญาเก่า ต่อมานายธีโอดอร์ เฮิร์ตเซิล ที่ถือว่าผู้ให้กำเนิดองค์การไซออนิสต์ ได้ส่งอำนาจของ “คำประกาศบัลโฟร์” ต่อไปให้กับ ลอร์ด รอธส์ไชลด์ ผู้นำสมาพันธ์ไซออนิสต์อังกฤษให้การสนับสนุนชาวยิวในปาเลสไตน์จนสามารถตั้งประเทศอิสราเอลได้ในเวลาต่อมาอีกประมาณสามสิบปี

ทุกวันนี้ชาวปาเลสไตน์ต่างก็ประณามเอกสารรับรองการสิทธิ์ “คำประกาศบัลโฟร์”โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลอังกฤษคือต้นเหตุในการที่ทำให้ชาวปาเลสไตน์ต้องไร้ดินแดนของตัวเองที่อยู่อาศัยมานับพันปีให้กับชาวยิวที่เป็นชนกลุ่มน้อยใช้สำหรับตั้งประเทศอิสราเอลด้วยกระดาษเพียงแผ่นเดียวจากรัฐบาลอังกฤษ

เครดิตภาพ เอพี