วันอาทิตย์ 19 สิงหาคม 2018
  • :
  • :
Latest Update

24 มิถุนา 2475 คือวันที่น่าอัปยศอดสูอย่างยิ่ง เพราะคนชั่วกลุ่มหนึ่งกล้าปล้นพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์

 

ภาณุมาศ ทักษณา

25 มิถุนายน 2017

วานนี้ 24 มิถุนายน 2560 กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า พรรคใต้เตียง มธ.ได้ร่วมกับคนอีกกลุ่มหนึ่งจัดเสนวนาเรื่อง “ขุดรากถอนโคน โค่นมรดกคณะราษฎร” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คนกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะใช้ชื่อกลุ่มว่าอะไร แต่คนทั้งกลุ่มก็ไอ้พวกหน้าเดิม ๆ ที่นำโดยนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ และนักวิชาการเก่า ๆ ที่ใหม่หน่อยก็คือ พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา

ทั้งหมดได้พูดในลักษณะเยินยอกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าคณะราษฎรเอาไว้คนละแง่คนละมุม ซึ่งผมจะได้ตอบโต้คนเหล่านั้น ทีละคน ทีละคน เพื่อให้ผู้อ่านเห็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญ

แต่วันนี้ ขอนำบทความที่เขียนเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2558 เรื่อง 24 มิ.ย.2475 เมื่อ 83 ปีที่แล้ว มิใช่การปฏิวัติ แต่มันคือการปล้นพระราชอำนาจของ คณะบุคคลเนรคุณ ! มาให้อ่าน

ผมเขียนถึง คนที่เรียกตัวเองว่า คณะราษฎร เอาไว้ดังนี้ครับ…..

 

“ วันนี้ 24 มิถุนายน 2558 นับจากวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ก็เป็นเวลา 83 ปีแล้วที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

วันนี้อาจเป็นวันที่ผู้ก่อการร้ายในวันนั้น รวมทั้งเครือญาติอาจมีความยินดีที่วันที่ประทุษร้ายต่อรัชกาลที่ 7 เวียนมา

แต่วันนี้ในความรู้สึกของคนไทยผู้จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ คงรู้สึกรัดทดใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น วันนั้น

วันที่ผมเคยพูดผ่านรายการวิทยุ โทรทัศน์ รวมทั้งการเขียนเป็นบทความว่าเป็นวันที่คณะราษฎร์ปล้นพระราชอำนาจ

เพราะผมได้อ่านบันทึกหลากหลายฉบับ ทั้งที่เขียนโดยคณะราษฎร(บางคน)และเขียนโดยนักประวัติศาสตร์คนอื่น ๆ

จึงทราบถึงพฤติการณ์อันชั่วช้าของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า คณะราษฎร ที่ในเวลาต่อมามีคนยกย่องเพราะเข้าใจผิด

การเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ได้มีการเตรียมการและวางแผนโดยกลุ่มคนที่เนรคุณชาติ

บางคนได้รับทุนจากสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ไปศึกษาหาความรู้จากประเทศที่เจริญแล้วเพื่อกลับมาบริหารประเทศ

แต่มันกลับไปหลงแสงสีเสียงหรือที่เรียกว่าความศิวิไลซ์ของบ้านเมืองนั้น แล้วเกิดอาการเห็นช้างขี้อยากขี้ตามช้าง

จึงสุมหัวกันเพื่อพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินไทยให้เป็นเมืองอย่างที่พวกมันหลงใหล โดยหาได้คิดหรือไตร่ตรองให้รอบคอบ

พวกมันบางคนรู้ทั้งรู้ ว่าในห้วงเวลาเดียวกันนั้น ล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชดำริอันประเสริฐ

ที่จะปรับเปลี่ยนการปกครองของไทยให้ทัดเทียมนานาอารยะประเทศ โดยทรงวางแผนว่าควรจะดำเนินการอย่างไรดี

เพื่อให้พสกนิกรของพระองค์ได้เรียนรู้คำว่าประชาธิปไตยว่าคืออะไร ได้อย่างเท่าเทียมกัน ดังจะเห็นได้จาก..บันทึกนี้

พ.ศ.๒๔๖๘ พระองค์ทรงตั้งอภิรัฐมนตรีสภา และ พ.ศ.๒๔๗๐ ทรงตั้งกรรมการองคมนตรีสภา” ทรงมีพระราชดำรัสว่า

“…เรามีความประสงค์ที่จะทดลองและปลูกฝังการศึกษาในวิธีการปรึกษาโต้เถียงใหสำเร็จเป็นมติ.. ถ้าหากถึงเวลา

อันควรที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการปกครองประเทศต่อไปก็จะทำได้โดยสะดวก” แต่อนิจจายังไม่ทันถึงเวลานั้นเลย..

คนกลุ่มหนึ่งก็ใช้เหลี่ยมเล่ห์เพทุบาย หลอกลวงคนที่มีการศึกษาน้อยกว่าให้หลงกลพวกมันขนอาวุธมาร่วมขบวนด้วย

(ดูข้อมูลในบทความ เรื่องเหตุเกิดเมื่อ 23 มิถุนายน 2475 ก่อนที่คณะราษฎรจะนำกำลังปล้น ของผมวานนี้นะครับ)

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นั้น ผมอยากให้อ่านจากที่ รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เขียน

ในหนังสือ พระผู้ทรงปกเกล้าฯประชาธิปไตย : ๖๐ ปีสิริราชสมบัติกับการเมืองไทย ซึ่งในตอนหนึ่งท่านได้เขียนเรื่อง

การปฏิวัติ พ.ศ.๒๔๗๕ กับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (หน้า ๒๒ – ๒๓) ให้เห็นความจริงอีกด้านหนึ่ง ว่า

ณ ยามเช้าของวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ คณะราษฎร อันประกอบด้วยฝ่ายทหารและพลเรือน ได้กระทำการ

ยึดอำนาจโดยอาศัยวิธีวางกลลวงว่าเกิดการจลาจลขึ้นในกรุงเทพฯ และใช้บารมีของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในการระดม

ทหารไปรวมพลที่หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งทหารทั้งปวงที่มารวมพลอยู่ต่างก็มิได้รู้ว่ากำลังมีส่วนร่วมในการปฏิวัติ

ยึดอำนาจแต่อย่างใด หลังจากที่สามารถรวมพลหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมได้เรียบร้อยแล้ว พอเวลา ๖ นาฬิกาตรง

พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาก็ได้อ่านประกาศแถลงการณ์ของคณะราษฎร มีใจความสำคัญบางส่วนว่า…

“คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้นจึงได้ขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่

จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้”

..ในขณะนั้นพระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประทัยอยู่ ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ ทางคณะราษฎรจึงได้ส่ง นาวาตรี หลวงศุภชลาศัย เดินทางไปเข้าเฝ้าฯ พร้อมกับหนังสือกราบบังคมทูลที่มีเนื้อความที่ค่อนข้างรุนแรง มีข้อความว่า..

มีสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต เป็นต้น ไว้เป็นประกัน ถ้าหาก

คณะราษฏรนี้ถูกทำร้ายด้วยประการใด ๆ ก็จะต้องทำร้ายเจ้านายที่คุมไว้เป็นการตอบแทน ขอเชิญใต้ฝ่าละอองธุลี

พระบาทกลับคืนสู่พระนคร ทรงเป็นกษัตริย์ต่อไป โดยอยู่ภายในธรรมนูญการปกครองแผ่นดินที่คณะราษฎรสร้างขึ้น”

นี่คือบางส่วนที่ผมตัดทอนมาให้เห็นพฤติการณ์อันกักขฬะของกลุ่มคนทีเรียกตัวเองว่า คณะราษฎร ที่กล้ากระทำการ

เสมือนหนึ่งหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ที่ไม่สมควรจะได้รับการอภัยแต่อย่างใด

อยากให้วิญญูชนได้พิจารณาจากการใช้เล่ห์หลอกลวงว่าเกิดจราจลเพื่อให้ทหารขนอาวุธมาส้องสุ้มที่ลานพระบรมรูป

ไปจนถึงการใช้ถ้อยคำต่อพระมหากษัตริย์ด้วยความสาวหาวของพวกมัน ซึ่งต่อมามีคนหลงใหลได้ปลื้มยกย่องเชิดชู

อย่างไรก็ตาม เรื่องทำนองนี้เป็นสิทธิส่วนบุคคล ที่จะแสดความสนิทเสน่หาใครย่อมทำได้ เหมือนคนบางคนอยากกราบ

ไหว้สัตว์เลื้อยคลานอย่างไรก็คงจะห้ามกันมิได้ ฉันใด ใครจะยกย่องกลุ่มคณะราษฎรว่าเป็นวีรบุรุษของเขา ก็ได้ฉันนั้น

แต่สำหรับผมแล้ว หลังจากอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ทางการเมืองมา ผมว่า….

พวกมันคือพวกปล้นพระราชอำนาจ ที่ควรถูกเรียกว่า คณะบุคคลเนรคุณชาติ มากกว่า คณะราษฎร ที่ฟังแล้ว “กินความ” มากเกินไปครับ !