วันเสาร์ 25 พฤศจิกายน 2017
  • :
  • :
Latest Update

มายาคณะราษฎรที่ ๓

 

เวลานี้ไกล้เข้าสู่ยุคสมัยที่กำลังเริ่มใหม่ มีอะไรใหม่ให้เราได้เห็นกันมาตลอด ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา และกล้าพูดว่า ตำราหนังสือในอดีตที่ข้าพเจ้าเคยอ่านมานั้นกำลังกลายเป็๋นเรื่องเก่าๆที่ ล้าสมัยไปเสียแล้ว

อนาคตในภายภาคหน้านี้ยากที่จะคาดเดาพอสมควร เพราะฉะนั้นแล้ว ส่วนใหญ่จากบทความนี้จะเน้น การคาดการ และสมมุติฐานของข้าพเจ้าเองพอสมควรครับ

อนาคตยุคใหม่แผ่นดินใหม่ อะไรใหม่ก็เข้ามาๆ อะไรเก่าที่รู้มาก็อาจจะล้าสมัย …

อย่างเช่น การแพทย์เคยบอกว่ากินใข่แดงตอนอายุมากแล้วไม่ดี วันนี้กลับบอกว่ากินใข่แดงได้แล้วแต่ต้องเลี่ยงการใช้น้ำมัน …

แต่ของใหม่ก็ใช่ว่าดีเสมอ เพราะของใหม่ๆที่เคยนำสมัยบางครั้งมันก็กลายเป็นแค่กระแสที่ผ่านไปก็มี

อย่างเช่น วันก่อนบอกว่ากระดานชนวนไฟฟ้าว่าดีนักดีหนา 5ปีผ่านไปไหนมีแต่คนทำงานผ่านคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กอีกครั้ง ปล่อยชนวนไฟฟ้าทิ้งไว้อ่านในห้องน้ำที่บ้านแทน

ไม่ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไรก็ตามนั้นมันยากที่จะคาดเดานัก แต่มันจะคาดเดาได้ยากมากกว่านี้หากเราไม่รู้จักรากเหง้าของตัวเราเอง

 

“อนาคตจะเป็นเช่นไรถ้าไร้ราก?”

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถามกันจริงๆ ว่าเราเข้าใจรากกันมากน้อยแค่ไหน?มากพอที่จะรู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่?อนาคตของเราจะออกแบบมันยังไง? เราจะมาร่วมกันหาคำตอบกันครับ

จากการสังเกตการตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชีวิตวัยรุ่นสมัยใหม่นั้นเกิดการตามหารากเหง้ามากขึ้น ขี้สงสัยมากขึ้น ตั้งคำถามมากขึ้นพิสูจน์มากขึ้น ลงมือทำมากขึ้น …

สังเกตจาก วิธีเสพสุขของวัยรุ่นในเมืองหลวงหลายคนที่หันกลับไปใช้กล้องฟิล์มแทนกล้องดิจิตอล หันไปปั่่นจักรยานแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว หันไปเสพสุขจากการอ่านหนังสือแทนการอ่านจากคอมพิวเตอร์ หันไปท่องเที่ยวตามหาธรรมชาติแทนการทองเที่ยวสำราญตามผับบาร์ หันไปใส่ชุดประจำชาติในวันสำคัญแทนการใส่สูท หันไปกินอาหารท้องถิ่นแทนอาหารจานด่วน หันไปหาอาชีพที่ถูกจริตในสังคมแทนที่จะไปทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนในอาคารสูง พวกเขาตั้งคำถามที่ผู้ใหญ่ไม่ยอมตอบ และในหลายๆครั้งก็ได้คำตอบที่ถูกชี้นำไปในทิศทางที่ผิด

พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสัญญานบอกเหตุที่แรงกล้าบอกแล้วว่ารากเหง้าของสังคมยังคงอยู่และกำลังเรียกพวกเขากำลังถูกกระตุ้น
ให้กลับไปสู่จุดเริ่มต้น สืบเนื่องจากความยุ่งเหยิงของผู้ใหญ่ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ฉะวันนี้ก็คงจะต้องย้อนเรื่องเก่าๆ เอามาเล่าใหม่อีกครั้งกันแล้วกัน

 

 

Image result for ห้ามเล่นดนตรีไทย

“ประเทศไทย” ประเทศเกิดใหม่เมื่อปี ๒๔๗๕ ที่ถูกเปลี่ยนมาจากสยาม โดย คณะราษฎร ไม่ได้เปลี่ยนแค่ชื่อ แต่รากเหง้าแห่งสยามถูกทำลายแม้กระทั้งการปกครอง วัฒนธรรม ประเพณี จารีต
เปลี่ยนแม้แต่ เพลงชาติ วันชาติ และ รื้อสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น วัด วัง พิพิธภัณฑ์ ทำลายแม้แต่งการแต่งตัว การดนตรี การกิน การร่ายรำ ความเชื่อ กลายเป็น”ฝรั่งหัวดำ”กันเต็มที่ โดยคิดว่านั้นแหล่ะคือสิ่งที่ “อารยะประเทศ “เขาเป็นกัน ใครเล่นดนตรี ร่ายรำ หรือแต่งกาย ไม่ทันสมัยอย่างตะวันตก มีโทษถึงจำคุกและถูกปรับหนักเอาการ แต่ระยะเพียงไม่กี่ปี ก็พิสูจน์ชัดเจนแล้วว่าไม่รอด แล้วสูญไปตามกาลเวลา

ซึ่งช่วงเวลา การกำเนิดและดับไปของคณะราษฎรกลายเป็นเรื่องต้องห้ามและถูกไม่ให้พูดถึงทางลบในระบบการศึกษาสังคมประวัติศาสตร์อีกเลยมาตลอดเกือบ๘๐ปี เนื่องจากอำนาจในระบอบประชาธิปไตยที่คณะราษฎรสร้างขึ้นจากคนของตนเองทั้งหมดนั้นยังคงมีอำนาจหลงเหลือ …เด็กเกิดในเวลานั้นจะได้ยินเสมอว่าปรีดีคือพระเอก ทั้งๆที่ปรีดีในวัยเด็กนั้นเติบโตมากับการเป็นผู้เสพหนังสือใส่ร้ายรัชกาลที่๕ที่ถูกเขียนโดยก.ศ.ร กุหลาบ ขี้โกหก และถือเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกับคนคิดที่คิดหักหลังรัชกาลที่๗ และเคยเย้ยหยันรัชกาลที่๗ว่าขี้ขลาดเวลาเสด็จไปไหนมาไหนก็จะพกปืนขนาดเล็กไว้ ซึ่งต่อมารัชกาลที่๗จึงตรัสว่า….”ปืนกระบอกนี้มีกระสุนเพียงสองลูก ลูกหนึ่งสำหรับหัวหญิง(สมเด็จพระบรมราชินี)
แล้วเป็นของฉันเองอีกลูกหนึ่ง เพราะถ้าจะบังคับให้ฉันเซ็นอะไรที่เป็นการหลอกลวงราษฎรของฉันแล้ว เป็นยิงตัวตาย!”

หากย้อนไปพูดถึงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับประเทศไทย ก็ต้องย้อนไปดูประเทศไทยในยุคไร้กษัตริย์หรือจะเรียกว่า ยุครัฐเผด็จการคณะราษฎรปี ๒๔๗๕หลังยึดอำนาจจากรัชกาลที่๗ ก็เห็นว่าจะได้ เพียงแต่ว่าคณะราษฎรบริหารได้เพียงสองปี ก็เห็นว่าต้องอันเชิญ ยุวกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ กลับสู่แผ่นดินทั้งที่ก่อนนี้ต้องหนีอันตรายไปไกลถึงยุโรป การกลับมาในสภาพบ้านเมืองเต็มไปด้วยเผด็จการทหารที่ไม่จงรักภักดี และ เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีทางการเมือง ข้าวยากหมากแพงผู้คนเดือดร้อนแต่ก็ถูกลอยแพไม่ใยดี

แม้ว่า ยุวกษัตริย์ทั้งสองพระองค์จะมีพระราชอำนาจที่จำกัดมากราวกับว่า”จำเป็นต้องอาศัยเขาอยู่ในพื้นที่อันจำกัด” แต่ก็นับว่าแผ่นดินนี้ยังไม่สิ้นบุญ เนื่องจากยุวกษัตริย์ทั้งสองพระองค์มีความสามารถที่เปี่ยมล้น เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้ “สมเด็จย่า” ที่ทรงเลี้ยงดู ยุวกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ให้เข้าใจถึง”ทศพิธราชธรรม”อันเป็นลักษณะพิเศษของบูรพกษัตริย์ที่มักถ่ายทอดจากอดีตผ่านแนวคิดทางศาสนาพุทธว่าด้วยเรื่อง”ราชธรรม๑๐” จึงทำให้บ้านเมืองมี”ความหวัง”อีกครั้ง

ความฉายแววของยุวกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ ส่งผลให้ชีวิตของครอบครัวยุวกษัตริย์ทั้งสองต้องเสียสมาชิกไป จากการลอบปลงพระชนม์รัชกาลที่๘ แม้ว่าปรีดีซึ่งตั้งตนเองเป็นผู้สำเร็จราชการแทนจะพยายามติดสินบนแพทย์และเปลี่ยนประเด็นไปเป็นการ”อัตวินิบาตกรรม”(ฆ่าตัวตาย)แต่ก็ไม่สามารถทนแรงความไม่พอใจของชาวไทยที่ยังจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และ”รากแท้แห่งสยาม”เอาไว้ได้ จึงทำให้ ปรีดีต้องหนีไปกบดานที่ฝรั่งเศส ทั้งที่ความเลวร้ายของคณะราษฎรเวลานั้นยังคงดำรงอยู่ในใจประชาชน ส่งผลให้ ประชาชนบางคนกลัวว่า การที่รัชกาลที่๙เสด็จกลับไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์แล้ว กลัวจะไม่กลับมาอีก เนื่องจากความไม่ปลอดภัยในบ้านเมือง ในวันที่ประชาชนรวมตัวกันส่งเสด็จ จึงมีเหตุการณ์ที่น่าสนใจคือ ท่ามกลางการชุมนุมของประชาชนจำนวนมากที่ถนนราชดำเนินกลางซึ่งมาส่งเสด็จ มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาหยุดรถของรัชกาลที่๙แล้วส่งกระป๋องให้พระองค์ ซึ่งเวลานั้นราชองครักษ์ไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรอยู่ในนั้น พลางเกรงจะเป็นลูกระเบิด เมื่อมาเปิดดูภายหลังปรากฏว่าเป็นลูกอมขนมหวาน และเวลานั้นประชาชนต่างมีท่าที ตะโกนว่า “ในหลวงอย่าทิ้งประชาชน” เสียงนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พระองค์ท่านทรงนึกถึงประชาชนอยู่ตลอดเวลา และอยากจะร้องบอกกับประชาชนคนนั้นว่า
“ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนอย่างไรได้”

ยุวกษัตริย์รัชกาลที่๙จึงต้องเสด็จกลับมาขึ้นครองราชฯ ภายใต้พระราชอำนาจที่จำกัดตามระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ยังคงดำเนินภารกิจต่อไปจากจุดเริ่มต้นนับจากศูนย์ท่ามกลางความล้มเหลวของระบบทั้งหมดที่เกิดมาตั้งแต่สมัยคณะราษฎรเป็นอันปิดฉากคณะราษฎรที่๑

จากจุดเริ่มต้นของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๙พระองค์ทรงเดินทางไปทั่วภูมิภาค เพื่อทำความรู้จักประชาชนของพระองค์ ทรงเรียนรู้และช่วยเหลืออย่างไกล้ชิด ทำให้ผู้คนในยุคนั้นเข้าใจในพระเมตตาของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๙ หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า รัชกาลที่๙ ทรงไม่มีพระราชอำนาจหลายเรื่องแม้กระทั้งลงคะแนนเสียงตามสิทธิพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ทรงไม่สามารถแม้กระทั้งฟ้องร้องใครได้ เรียกได้ว่า”ไม่สามารถปกป้องตนเองได้ตามสิทธิพื้นฐาน” แต่พระองค์ทรงไม่แสวงหาอำนาจเกินกว่าที่มีอยู่อย่างจำกัดและทรงช่วยหลือผู้คนด้วยพระองค์เองโดยไม่ค้องแวะทางการเมืองในระบบรัฐสภา ทรงจัดตั้ง มูลนิธิจำนวนมาก เพื่อรองรับงานการกุศลที่เกิดขึ้นจำนวนมากตลอดพระชนม์ชีพ


ประเทศไทย เคยเกิดความขัดแย้งในระบอบประชาธิปไตยใหญ่ๆก็ สามครั้ง คือ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖, ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และ พฤษภาคม ๒๕๓๕ แต่ทุกความขัดแย้งที่เกิดขึ้น พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๙ พระองค์ทรงเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนและสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยการเจรจาทั้งสิ้น


มาถึงปลายรัชกาลที่๙ ท่ามกลางเสียงสรรเสริญพระบารมีกึกก้องจากประชาชนทั่วแผ่นดิน กลุ่มคนจำนวนหนึ่งรวมกันเป็น “ทับทิมกรอบ” หวังหักหลัง รัชกาลที่๙ อีกครั้งซึ่งกลุ่มเหล่านี้ ประกอบด้วยพลพรรคที่นับถือต่างชาติ ผู้เสียประโยชน์ทางการเมืองในสมัยนั้น กลุ่มคนที่เสียอำนาจจากช่วงความขัดแย้ง ตุลาคม ๒๕๑๖/ตุลาคม ๒๕๑๙ และ พฤษภาคม ๒๕๓๕ ทั้งนักวิชาการหัวฝรั่ง หัวคอมฯ หัวมะกัน นักรบรับจ้าง นักข่าวอิสระ รวมไปถึง อดีตลูกหลานสมาชิกคณะราษฎร มารวมหัวกัน เขียนโมเดล ปฎิวัติประเทศใหม่ จนเกิดวาทะกรรมว่า “รัฐไทยใหม่”, “ประชาธิปไตยใหม่” หรือแม้แต่แบ่งประเทศเป็น “สปป.ล้านนา” โดย”ทับทิมกรอบ”ระดับ ผู้นำทางความคิดพยายามอย่างมากในการสร้างวาทะกรรมให้เกิดความเชื่อในแนวทางแบบ “คณะราษฎรใหม่ หรือคณะราษฎรที่๒” ซึ่งมีการแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์กับสถาบันฯชัดเจน ผสานกับแนวคิดคอมมิวนิส-เสรีนิยมประชาธิปไตย ฯลฯ โดยแสวงแนวทาง”ทุกแบบ”ที่จะเอาชนะ และแสวงผลแบบพบกันครึ่งทางคือ “ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์”ซึ่งในความหมายนี้ก็คือไม่มีสถาบันกษัตริย์นั้นเอง ฝ่ายต่างชาติบางชาติก็เข้าแทรกแซงแอบสนับสนุนอย่างลับๆคอยเก็บผลยามประเทศไทยอ่อนแ

 

Image result for รัฐไทยใหม่Image result for รัฐไทยใหม่
เพราะพวกเขารู้ว่า พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๙ไม่สามารถปกป้องตนเองได้เนื่องจากพระราชอำนาจที่จำกัด อันเกิดจากบาดแผลทางการเมืองสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง แม้ว่า จะมีการปะทะกันรุนแรงด้วยการวางเพลิงและอาวุธสงคราม ในปี ๒๕๕๓ จนเกิดวันเผาเมือง รวมไปถึงการ กลั่นแกล้งทางการเมือง ลอบยิง หรือการประท้วงด้วยมวลชนจัดตั้งเพื่อแก้ไขกฏหมายเอื้อความได้เปรียบทางการเมืองหรือนิรโทษกรรมนักรบของฝ่ายตนเอง แต่สุดท้าย “ทับทิมกรอบ”เผยให้เห็น”แห้ว”ภายในและพ่ายแพ้ไปโดยการทำรัฐประหารของ คณะคสช. และพลังของประชาชนผู้จงรักภักดี อย่างที่เราๆรู้กันในประวัติศาสตร์ “สงครามเสื้อสี” ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.๒๕๕๒- พ.ศ.๒๕๕๗ นั้นเอง เป็นอันจบยุคคณะราษฎรที่๒ ซึ่งพิสูจน์ได้ชัดเจนแล้วว่า “คณะราษฎร”สองรุ่นนั้นเป็นคนกลุ่มกลุ่มหนึ่งในสังคมประเทศไทยเท่านั้น และอาศัยความได้เปรียบทางมรดกในการก่อการเปลี่ยนแปลงประเทศ

เข้าสู่ยุคปัจจุบันฯ สมาชิก “ทับทิมกรอบ” ที่ถูกเผยแล้วว่าเป็น”นักเลงม็อบ”ถูกจับกุมติดคุกตามกฏหมายอาญาแบบสากล ที่พวกเขาได้กระทำ เช่นการยุยงปลุกปั่นให้ผู้คนเข้าใจผิดโดยใช้สื่อ ตำรา หรือแม้กระทั้งคำโกหกผ่านการบอกปากต่อปาก สมาชิกที่มีแนวคิดล้มล้างสถาบันฯที่ถูกเปิดเผยก็ได้หลบหนีออกนอกประเทศ กลายเป็น”ผู้ลี้ภัยทางการเมือง” ไปเกาะกลุ่มกันจนตั้งกลุ่มแปลกๆได้หลายกลุ่มตามแต่แนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างกัน มีทั้งคอมมิวนิส รอแปสปิแยร์นิยม คาลมาร์ซนิยม หรือแม้แต่ อเมริกันนิยม …แต่หลายๆกลุ่มเหล่านั้นก็สืบทอดแนวคิด”คณะราษฎร” อยู่เป็นโมเดลสำคัญ ส่วนพวก”นักการเมืองที่ลี้ภัยออกนอกประเทศ” ก็ยังไปเกาะชาติมหาอำนาจบางชาติให้รับเลี้ยงดูตนเพื่อรอวันเลือกตั้งใหม่ตามระบอบประชาธิปไตยจะได้งอกเงยอีก
การรวมตัวของ กลุ่มผู้ลี้ภัยที่โจมตีสถาบันกษัตริย์เหล่า นี้กลายเป็น กลุ่ม “ขบวนการชังชาติ” อย่างเต็มตัว และได้รับเงินงบประมาณจาก นายทุนต่างชาติผ่านมูลนิธิการกุศลหลายแห่ง
อีกทั้งเป้าหมายโดยรวมเวลานี้นั้นนอกเหนือจากการโจมตีทางการข่าวใส่ รัฐบาล คสช.และสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว ยังโจมตี “รากประเทศ” อีกด้วยเช่น วัฒนธรรมประเพณีเหมือนดั่งที่คณะราษฎรเคยทำไว้ในอดีต แบบนี้เรียกว่าเป็น”ข้าศึก”ได้อย่างเต็มปาก

หลังจากเวลาผ่านไปสองปีของการพยายาม โจมตีทางการข่าวใส่ รัฐบาล คสช.และสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยด้วยข้อมูลเท็จเสี้ยม แต่ทั้งหมดนั้นก็เพื่อทำให้สังคมไทยเกิดความขัดแย้ง ในสังคมตามกฏ”แบ่งแยกแล้วปกครอง”นั้นดูเหมือนจะไม่ได้ผลมากนัก เว้นแต่จะกินบุญเก่าจากการเมืองสมัยสงครามเสื้อสี อีกทั้งพึ่งจะผ่านพ้นวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งถือเป็นวันที่คนไทยแสดงพลังความจงรักภักดีเป็นหนึ่งเดียวมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ประเทศ ส่งผลให้ กลุ่ม “ขบวนการชังชาติ” ยากจะเคลื่อนไหวแต่ก็อย่าประมาทไปเพราพวกเขายังได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติอยู่บ้าง
ทางออกแก้เกม ของขบวนการชังชาติ เวลานี้มีไม่มากนัก เพราะทุกการเคลื่อนไหวนอกประเทศในเวลานี้ใช้ทุนมหาศาลและชีวิตเริ่มจนแต้มเพราะมองไม่เห็นอนาคตที่จะชนะเท่าไหร่ บางฝ่ายเริ่มยุติบทบาท บางคนยังฝืนทนเล่นไปเพราะอีโก้มันค้ำคอ บางคนยังเผยแพร่ข้อมูลหมิ่นเพราะทำเป็นอาชีพได้เงินพอยาใส้ไปวันๆ ซื้อเวลาไปให้ถึง การเลือกตั้งครั้งต่อไปตามระบอบประชาธิปไตยซึ่งเปรียบเสมือน โอกาสครั้งใหม่ของ ขบวนการชังชาติที่ลี้ภัยไปในเวลานี้

เวลานี้พวกเขาทำได้เพียง มุ่งเน้นวิพากวิจารย์ทำลายโดยเฉพาะ คนที่กระทำดีที่สังคมไทยยอมรับ ให้มีรอยด่างพล้อย และสนับสนุนคนเลวที่แสร้งดีให้มีชื่อเสียง โดยใช้นักวิจารย์ นักข่าว นักวิชาการที่ยังหลงเหลือในระบบ อีกทั้งใช้แหล่งสถาบันการศึกษาในต่างประเทศเป็นแหล่งเพราะเชื้อความคิดด้านลบเกี่ยวกับประเทศไทย คอยปลุกระดมโดยใช้มายาคติ สอนเยาวชนที่ไม่รู้ประสีประสาทางการเมืองโดยอ้าง ประชาธิปไตยให้กลายเป็น “คณะราษฎรที่๓” ในอนาคต

Image result for คณะราษฎร ที่ ๓

เรื่องราวในอนาคตต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร? …ประชาชนไทยที่เข้าใจรากก็ควรจะพิจารณากันได้แล้วครับ …ชะตากรรมของประเทศอยู่ในมือของทุกคน