วันเสาร์ 19 กันยายน 2020
  • :
  • :
Latest Update

รวมลำดับเหตุการณ์ ซีอีโออิตาเลียนไทย ล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ได้รับแจ้งว่าพบนักท่องเที่ยวกลุ่มนึง ตั้งแคมป์พักในบริเวณจุดห้ามตั้ง จากการตรวจสอบ พบว่านักท่องเที่ยวหนึ่งในกลุ่มนี้ คือ นายเปรมชัย กรรณสูตร ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทยเดเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) พร้อมพวกอีก 3 คน ประกอบด้วย นายยงค์ นางนที เรียมแสน โดดเครือ และนายธานี ทุมมาศ เจ้าหน้าที่จึงเข้าทำการตรวจสอบบริเวณเต๊นท์พัก พบซากสัตว์ป่าคุ้มครอง คือ ไก่ฟ้าหลังเทา ซากเนื้อเก้ง จึงได้ทำการขยายพื้นที่ตรวจสอบพบอาวุธปืนลูกกรดติดลำกล้อง 1 กระบอก ปืนไรเฟิลติดลำกล้อง 1 กระบอก และ ปืนลูกซองแฝด 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนอีกมาก ใกล้กับที่พบอาวุธปืนที่ซ่อนอยู่

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่เพิ่มเติม พบ ซากเสือดำ ถูกชำแหละ และ ถลกหนัง บริเวณใกล้เคียงพบเครื่องกระสุนปืนเพิ่มอีกมาก จึงทำการจับกุมเพื่อส่งคดี สภอ.ทองผาภูมิ

ลำดับเหตุการณ์ กรณีล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 4 คน เข้าไปท่องเที่ยวในเส้นทางสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก-หน่วยพิทักษ์ป่าทิคอง-หน่วยพิทักษ์ป่ามหาราช โปรแกรม 2 วัน 1 คืน (เส้นทางที่เปิดให้ท่องเที่ยวชื่อ ทินวย-ทิคอง-มหาราช ระยะทาง 30 km)

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่ามหาราชว่า คณะของนายเปรมชัย กรรณสูต ลักลอบตั้งแคมป์พักแรมในจุดบริเวณห้วยปะชิ อยู่ระหว่างหน่วยฯ ทิคอง กับหน่วยฯ มหาราช ค่าพิกัด 47 P 485821 E 1678956 N ซึ่งเป็นจุดที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกไม่อนุญาตให้ตั้งแคมป์ จึงส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปพิสูจน์ทราบ ตรวจพบ

อุปกรณ์ในการกระทำผิด

1. อาวุธปืนยาว (ปืนไรเฟิล) ยี่ห้อ STEYR-MANNLICHER-M หมายเลขตัวปืน 201820 ทะเบียนอาวุธปืน กท.2850473

2. อาวุธปืนยาวลูกซองแฝดเบอร์ 20 ยี่ห้อ AYA-AGUIRRE & ARANZABAL – MADE IN SPAIN หมายเลขตัวปืน 378 และปรากฎเลขทะเบียนอาวุธปืน ก.ท.4552202

3.อาวุธปืนยาวขนาด .22 ยี่ห้อ CZ 452 ZKM SCOUT CZ-USA, Kansas City , US หมายเลขตัวปืน 778590

และพบซากไก่ฟ้าหลังเทากับเนื้อเก้ง จึงได้ควบคุมตัวนายเปรมชัย กรรณสูตรและคณะมาที่สำนักงานเขตฯ ถึงในเวลา 02.40 น.

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบพื้นเพิ่มเติมพบ ประกอบไปด้วย

จุดที่ 1 อยู่ห่างจากจุดที่ตั้งแค้มป์พักแรมไปทางทิศเหนือ ประมาณ 5 เมตร พบหนังเสือดำลักษณะเป็นผืนทั้งตัว โดยถูกชำแหละเนื้อออกไปแล้ว และผืนหนังเสือดำถูกถนอมซากด้วยการทาด้วยเกลือเพื่อมิให้เน่าเสีย วัดขนาดความยาวจากหัวถึงสะโพก 83 เซนติเมตร ความยาวจากหัวถึงหาง 148 เซนติเมตร รวมทั้งพบกะโหลกเสือดำ 1 หัว ชิ้นส่วนทั้งหมดถูกบรรจุอยู่ในถุงดำและมัดปากถุงด้วยเชือก ซุกซ่อนไว้ใต้พุ่มไม้

จุดที่ 2 อยู่ห่างจากแค้มป์พักแรมไปทางทิศเหนือประมาณ 5 เมตร พบกระเป๋าสะพายข้างสีแดงดำ ถูกซุกซ่อนโดยใช้เศษหญ้าแห้งปิดคลุม เมื่อเปิดดูภายในกระเป๋าพบสิ่งของดังนี้

1. กระสุนปืนลูกซองเบอร์ 12 ขนาด 2 แรงครึ่ง จำนวน 13 นัด

2. กระสุนปืนลูกซองเบอร์ 12 ขนาด 1 แรง จำนวน 5 นัด

3. เข็มขัดคาดเอวแบบมีช่องเก็บกระสุนปืนลูกซอง จำนวน 1 เส้น

4. กระสุนอาวุธปืนขนาด .22 จำนวน 50 นัด แยกเป็นกระสุนหัวระเบิด จำนวน 11 นัด และกระสุนหัวตะกั่ว จำนวน 39 นัด ทั้งหมดบรรจุอยู่ในกล่องกระสุน 1 กล่อง

5. นกหวีดแบบใช้เป่าล่อนก จำนวน 1 อัน

6. กระสุนอาวุธปืนไรเฟิล ยี่ห้อ WINCHESTER 30-06 SPRG จำนวน 3 นัด ซึ่งเป็นกระสุนแบบเดียวกันกับที่ตรวจพบในอาวุธปืนยาว (ปืนไรเฟิล) ยี่ห้อ STEYR-MANNLICHER-M หมายเลขตัวปืน 201820 ทะเบียนอาวุธปืน กท.2850473 ข้างต้น

7. น้ำมันล้างปืน 1 ขวด

8. ไฟฉายสปอร์ตไลต์ยี่ห้อ Metro จำนวน 1 กระบอก

9. ช้อนส้อมแบบพับได้ 1 คู่

10. มีดพับ 1 เล่ม

จุดที่ 3 พบซากเสือดำ 1 ตัว ถูกชำแหละแล้ว รวมน้ำหนักซาก น้ำหนักกะโหลกและเครื่องในได้ 10.6 กิโลกรัม โดยไม่รวมหนังเสือ โดยบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกซุกซ่อนโดยใช้เศษหญ้าปิดคลุม

ประเด็นความผิดที่พบ

1. ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 36 และมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535

2. ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 16 และมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535

3. ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 19 และมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535

4. ฐานนำเครื่องมือสำหรับใช้ในการล่าสัตว์ป่าหรือจับสัตว์หรืออาวุธใดๆ เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามข้อ 1 (1) ของกฎกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2538) ออกตามความตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535

5. ฐานรวมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507

6. สำหรับความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินการแจ้งความกล่าวโทษตามฐานความผิดต่อไป

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในฐานะองค์กรสิ่งแวดล้อมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กำลังติดตามรายละเอียดของเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยทางเราจะติดตามเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด และขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อดำเนินการต่อผู้กระทำความผิดในเหตุการณ์ครั้งนี้

สรุปเนื้อหา กรมอุทยานฯ แถลงข่าว การล่าสัตว์ในป่าทุ่งใหญ่ฯ

14.00 น. วันที่ 6 กุมภาพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โดย นางสาวกาญจนา นิตยะ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ได้จัดแถลงข่าว กรณีการจับกุม นายเปรมชัย กรรณสูตร ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทยเดเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) พร้อมพวกอีก 3 คน ในฐานลักลอบล่าสัตว์ป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก

โดยมีสาระสำคัญในการแถลงข่าว ดังนี้

– มีการขออนุญาตเข้าพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก เป็นเวลา 2 วัน 1 คืน เพื่อศึกษาธรรมชาติ แต่ผู้เข้าพื้นที่ไม่ได้ปฏิบัติตามแนวทางที่ขออนุญาต โดยไม่ได้เข้าไปในจุดตั้งแคมป์ตามที่กำหนดไว้

– มีประเด็นว่าคณะของนายเปรมชัย ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่ เนื่องจากทำหนังสือขอเข้าพื้นที่มาอย่างเร่งด่วน (กรณีนี้จะมีโทษปรับตามกฎหมายเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า) ทั้งนี้เนื่องจากพบความผิดในเรื่องการล่าแล้ว จึงจำเป็นต้องดำเนินการสืบสวนในส่วนนี้ก่อน

– ยืนยันเจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสอบเรื่องอาวุธก่อนเข้าพื้นที่ตามปกติ โดยไม่พบอาวุธปืนในเบื้องต้น และเจ้าหน้าที่ไม่รู้จักว่าบุคคลที่เข้าไปเป็นใคร มีตำแหน่งอะไร ไม่ได้ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ หรืออำนวยความสะดวกเป็นพิเศษ และยืนยันว่าไม่ได้เป็นแขกของใครเป็นพิเศษ

– เจ้าหน้าที่ไม่พบคณะของนายเปรมชัยในจุดที่กำหนดให้เข้าพักแรม จึงออกลาดตระเวน และตรวจพบการกระทำความผิดเรื่องการล่าสัตว์

– ขณะนี้ออยู่ในขั้นตอนของการพิสูจน์หลักฐาน และกำลังทำบันทึกการจับกุม จะแล้วเสร็จภายในวันนี้

– กรมอุทยานฯ ทำได้แค่ส่งผู้กระทำความผิด ทำบันทึกจับกุม รวมพยานหลักฐาน ส่วนการดำเนินคดีเป็นเรื่องในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เหตุการณ์จับกุมนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการ บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) พร้อมพวกอีก 3 คน ล่าสัตว์ป่าในพื้นที่ทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (6 กุมภาพันธ์) นับเป็นอีกครั้งที่ประเด็นทางสิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจจากสาธารณชนเป็นจำนวนมาก โดยมีเฟสบุ๊คแฟนเพจคนอนุรักษ์เป็นผู้เปิดประเด็นขึ้นเป็นที่แรก มียอดแชร์โพสต์ดังกล่าวกว่าสองหมื่นครั้ง

ในรายงานเบื้องต้นนั้นระบุว่า นายเปรมชัยและพวกได้เข้าไปตั้งแคมป์ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ในเส้นทางหน่วยพิทักษ์ป่าทิคอง – หน่วยพิทักษ์ป่ามหาราช ต่อมาพบว่าคณะของนายเปรมชัยไม่ได้เดินทางไปถึงหน่วยพิทักษ์ป่ามหาราชและมาพบอยู่บริเวณห้วยปะซิ (อยู่ระหว่างทางไปหน่วยพิทักษ์ป่ามหาราช) ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พร้อมของกลางเป็นซากสัตว์ป่าและอาวุธปืน จึงได้ควบคุมมาที่สำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เวลา 02.40 น. เพื่อนำส่งดำเนินคดีที่ สภ.ทองผาภูมิในวันที่ 6 กุมภาพันธ์

ซากสัตว์ป่าที่พบมีด้วยกัน 3 ชนิด ได้แก่ ซากเก้ง (สัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535) ซากไก่ฟ้าหลังเทา (สัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535) และ ซากเสือดำ ที่ถูกชำแหละถลกหนัง (มีสถานะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535 และอยู่ในได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีแดงของสหภาพเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือ IUCN Red List of Endangered Species ที่กำหนดสถานภาพของความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่า)

ในส่วนของอาวุธนั้นมีการตรวจพบ อาวุธปืนยาวขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนไรเฟิลติดลำกล้องจำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนลูกซองแฝด จำนวน 1 กระบอก และกระสุนอีกเป็นจำนวนมาก

ขณะที่ข่าวเริ่มแพร่ออกไป ก็มีกระแสข่าวถึงการอ้างผู้หลักผู้ใหญ่ในกรมอุทยานฯ เพื่อขอเข้าไปเที่ยวป่า เพราะเป็นคนฝากของนายทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานไม่กล้าตรวจสอบรายละเอียดการเข้าป่าของนายเปรมชัยในครั้งนี้ ซึ่งในช่วงบ่ายของวัน (14.00 น.) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ก็ได้จัดแถลงข่าวเรื่องการล่าสัตว์ที่เกิดขึ้น มีนางสาวกาญจนา นิตยะ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ซึ่งถูกพาดพิงว่ารู้จักเป็นการส่วนตัวกับนายเปรมชัย เป็นผู้ออกมาแถลง

นางสาวกาญจนา กล่าวในการแถลงว่า นายเปรมชัยไม่ใช่แขกส่วนตัว และไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ยอมรับว่ามีคนของนายเปรมชัยโทรมาประสานขอเข้าพื้นที่เพื่อเข้าศึกษาธรรมชาติ แต่ตนได้มอบให้ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่ซึ่งมีอำนาจในการอนุญาต

ในการแถลงข่าวสื่อมวลชนได้ให้ความสนใจประเด็นเรื่องการตรวจสอบอาวุธปืนที่นำเข้าไปในพื้นที่ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสอบเรื่องอาวุธก่อนเข้าพื้นที่ตามปกติ โดยไม่พบอาวุธปืนในเบื้องต้น และเจ้าหน้าที่ไม่รู้จักว่าบุคคลที่เข้าไปเป็นใคร มีตำแหน่งอะไร ไม่ได้ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ หรืออำนวยความสะดวกเป็นพิเศษ

อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่า นักธุรกิจระดับสูงอย่างนายเปรมชัยมักจะรอดพ้นจากคดีสิ่งแวดล้อม นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ตอบคำถามประเด็นนี้ต่อสื่อมวลชนว่า ไม่ได้กังวล เพราะถือว่าเจ้าหน้าที่เราทำดีที่สุด จึงปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และต้องให้ขวัญ กำลังใจเจ้าหน้าที่ เนื่องจากไม่ได้เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าใครถ้าผิดก็ว่าไปตามผิด แต่ต้องอยู่ที่พยานหลักฐานว่าเป็นอย่างไร

แม้เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ แต่กว่าจะได้ส่งผู้ต้องหาไปดำเนินคดีก็ล่วงเลยมาอีก 2 วัน โดยนายวิเชียร ชินวงศ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลว่า การจับกุมในวันที่ 4 กุมภาพันธ์นั้นกว่าจะถอนกำลังออกจากพื้นที่เกือบตี 1 ขอวันที่ 5 กุมภาพันธ์ และต้องใช้เวลาจากจุดเกิดเหตุกลับมาสำนักงานเขตอีกกว่าชั่วโมงครึ่ง ซึ่งเป็นช่วงกลางดึกที่ระบบโซลาเซลล์มีไม่เพียงพอ ทำให้การทำงานที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ยิ่งล่าช้า และในช่วงเช้ายังต้องส่งคนไปพิสูจน์ซ้ำที่จับกุมเพื่อเก็บของมาเป็นวัตถุพยานหลักฐานเพิ่มเติม จึงใช้เวลานานไปอีกนิด และนายเปรมชัยอยากให้มีทนายความ รอทนายถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ แล้วนำตัวส่งนายเปรมชัย ที่สภ.ทองผาภูมิ

ต่อมา เมื่อเวลา 16.00 น. นายวิเชียร ชินวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนพร้อมนำหลักฐานบันทึกการจับกุมผู้ต้องหา พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา 9 ข้อกล่าวหากับนายเปรมชัย และพวกรวม 4 คน ประกอบด้วย นายเปรมชัย กรรณสูต นายยงค์ โดดเครือ นางนที เรียมแสน และนายธานี ทุมมาศ

โดยมีรายละเอียดข้อกล่าวหา ดังนี้

1. ร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

2. ร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

3. ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

4. นำเครื่องมือสำหรับใช้ในการล่าสัตว์ป่าหรือจับสัตว์หรืออาวุธใดๆ เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

5. ร่วมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

6. เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต

7. ซ่อนเร้นอำพราง รับไว้ซึ่งซากสัตว์ ซึ่งได้มาโดยผิดกฎหมาย

8. พ.ร.บ.อาวุธปืนที่ไม่มีทะเบียน

9. ความผิดต่อ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490

หลังจากที่พนักงานสอบสวน สภ.ทองผาภูมิ คุมตัว นายเปรมชัย และพวกไปยื่นคำร้องขอฝากขัง ที่ศาลจังหวัดทองผาภูมิ โดยผู้ต้องหาได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยที่ไม่ได้ไปในจุดที่อนุญาตให้เข้าพักนั้นเหตุเพราะหลงทาง และไม่ได้เป็นคนยิงปืนล่าสัตว์ พร้อมให้ทนายความยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดเพื่อขอประกันตัว ซึ่งศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ประกันตัวนายเปรมชัยพร้อมกับพวก วงเงินประกันตัวคนละ 150,000 บาท

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ยังคงเฝ้าติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดและจะติดตามอย่างถึงที่สุด และมูลนิธิสืบนาคะเสถียรขอชื่นชมและเป็นกำลังใจเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกในความกล้าหาญสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาครั้งนี้

และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าได้เกรงกลัวต่ออิทธิพลและสถานะทางธุรกิจอันใหญ่โตของผู้ต้องหา ขอให้สืบสวนและดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดเพื่อเป็นบรรทัดฐานที่ดีในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่อไป

ที่มา มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร

สรุปเหตุการณ์จับซีอีโออิตาเลียนไทยล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฯ

บันทึกไม่ลับ ซีอีโออิตาเลียนไทย ล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

สรุปเนื้อหา กรมอุทยานฯ แถลงข่าว การล่าสัตว์ในป่าทุ่งใหญ่ฯ