วันเสาร์ 20 ตุลาคม 2018
  • :
  • :
Latest Update

รัสเซียเตือนสหรัฐ “อย่าแทรกแซงกิจการภายในของรัฐบาลเตหะราน”

รัฐบาลมอสโกแสดงท่าทีอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรกต่อสถานการณ์ประท้วงในอิหร่าน ด้วยการกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าสหรัฐ “ไม่ควรพยายาม” แทรกแซงกิจการภายในของรัฐบาลเตหะราน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ว่านายเซอร์เก รยาบคอฟ รมช.กระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี ว่ารัฐบาลมอสโกเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า อิหร่านจะสามารถผ่านพ้น “สถานการณ์ยากลำบาก” ที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ไปได้ด้วยดี แต่ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า ท่าทีของรัฐบาลวอชิงตันที่มีต่อสถานการณ์ปัจจุบันในอิหร่านนั้น “น่าสงสัย” ทางที่ดีสหรัฐจึง “ไม่ควรพยายาม” แทรกแซงหรือก้าวก่ายกิจการภายในของรัฐบาลเตหะราน

นอกจากนี้ รยาบคอฟยังวิจารณ์การที่นางนิกกี เฮลีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) เรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นเอสซี ) จัดการประชุมฉุกเฉินเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่าน และยูเอ็นเอสซีมีกำหนดพบหารือกันในวันศุกร์ที่ 5 ม.ค. นี้ตามเวลาท้องถิ่น ว่าเป็นการแสดงเจตนาของการ “บ่อนทำลาย” เสถียรภาพของประเทศอื่นอย่างชัดเจน เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอิหร่านตอนนี้ถือเป็น “กิจการภายใน” ที่ไม่จำเป็นต้องให้ยูเอ็นเอสซีแสดงบทบาท

ขณะที่น.ส.มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกหญิงกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กล่าวเสริมถ้อยแถลงของรยาบคอฟ ว่าหากเฮลีย์ต้องการถ่ายทอดบทบาททางการเมืองของสหรัฐบนเวทีโลก เธอควรแบ่งปันประสบการณ์ของชาวอเมริกันที่มีต่อมาตรการขั้นเด็ดขาดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐ ในการสลายการชุมนุมทางการเมืองและการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังสหรัฐประกาศขึ้นบัญชีดำบริษัทจดทะเบียนในอิหร่าน 5 แห่ง ฐานเกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาขีปนาวุธของรัฐบาลเตหะราน โดยนายสตีฟ มนูชิน รมว.กระทรวงการคลังของสหรัฐ ยืนยันว่ามาตรการดังกล่าว “เป็นคนละประเด็น” กับบรรยากาศความวุ่นวายทางการเมืองในอิหร่านตอนนี้ แต่น.ส.ฮีทเธอร์ เนาเอิร์ต โฆษกหญิงกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่ารัฐบาลวอชิงตันอยู่ระหว่างพิจารณาใช้มาตรการทางเศรษฐกิจและการทูตเพื่อ “ตอบโต้” กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน ซึ่งออกมาเคลื่อนไหวตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค. ที่ผ่านมา จนมีผู้เสียชีวิตแล้ว 21 คน และถูกจับกุมมากกว่า 450 คน.

คลิปประกอบ : PressTV News