วันศุกร์ 14 ธันวาคม 2018
  • :
  • :
Latest Update

สรุปข่าวต่างประเทศในช่วงสัปดาห์นี้ – Pat Hemasuk

วันนี้ผมอยากจะสรุปข่าวต่างประเทศในช่วงสัปดาห์นี้ มีหลายข่าวที่น่าสนใจ

ข่าวแรกคือสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่จะประชุมในวันที่ 5 มีค.นี้มีเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งคือจะมีวาระให้แก้รัฐธรรมนูญให้ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี สามารถดำรงตำแหน่งได้แบบไม่ต้องมีวาระเพียงสองสมัยเหมือนเดิม นั่นหมายถึง ปธน.สี จิ้นผิง สามารถนั่งเก้าอี้ไปได้แบบไม่จำกัดเวลาตลอดไปแบบไม่มีกำหนด
ผมเชื่อว่ามติข้อนี้น่าจะผ่านฉลุย เพราะผลงานของเฮียสีนั้นเข้าตาประชาชนจีนรวมถึงคนทั้งโลกว่าจีนในช่วงที่ผ่านมาที่เฮียสีบริหารประเทศนั้นก้าวกระโดดมาเป็นมหาอำนาจอันดับสองของโลกในทุกทางก็ว่าได้

ข่าวที่สองคือ ปธน.ทรัมป์ ของสหรัฐได้กล่าวหา รัสเซีย อิหร่าน และซีเรีย ละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกแล้ว โดยใช้คำว่า humanitarian disgrace หรืออับอายขายหน้าทางมนุษยธรรม และยังต่อไปอีกว่าการที่สหรัฐยังต้องคงทหารเอาไว้ในซีเรียก็เพื่อขับไล่ไอซิสออกไป
เรื่องนี้มีกระแสตอบกลับจากชาวโลกที่เสพข่าวอยู่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือสามัคคีกัน ด่า ปธน.ทรัมป์ ต่อท้ายข่าวตามสำนักข่าวต่างๆ ในทางเดียวกันจมหูว่าหน้าด้านพูดออกมาไม่อายปาก เจ้าของประเทศเขาไม่ต้อนรับทหารอเมริกันและกองทัพสหรัฐการที่เข้าไปตั้งฐานทัพปฎิบัติการในซีเรียนั้นไม่มีมติจากสหประชาชาติรับรองเลยแม้แต่น้อย และคนที่ปราบไอซิสคือกองทัพรัสเซียและกองทัพซีเรียเจ้าของประเทศ แต่อเมริกาคือผู้สนับสนุนไอซิสทั้งเงินและอาวุธมาตลอดเวลาหลายปี

ข่าวที่สามคืออเมริกาจะแซงชั่นทางการค้ากับเกาหลีใต้ด้วยข้อหาการทุ่มตลาดในสินค้าบางประเภท ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องร้องเรียนกับ WTO องค์การการค้าโลกให้เข้ามาไกล่เกลี่ยในกรณีนี้อย่างเร่งด่วน
เรื่องนี้ก็ไม่ต่างกับข่าวที่สองคือมีนักวิจารณ์ข่าวหลายสำนักออกมาให้ข้อมูลว่าการที่เกาหลีใต้ออกมาแสดงท่าทีเป็นมิตรกับเกาหลีเหนือในพิธีเปิดโอลิมปิกขนาดที่ ปธน.มุน เจ อิน ตอบรับคำเชิญของตี๋คิมให้ไปเยือนนั้นทำให้สหรัฐไม่ชอบใจสักเท่าไร และใช้มาตราการตอบโต้จากเบาไปหาหนักคือกีดกันทางการค้าก่อนเป็นอันดับแรกที่เหมือนกับการตั้งข้อหาแกล้งกันในเรื่องนี้กับเกาหลีใต้

 

ข่าวเรื่องที่สี่ ข่าวนี้สัมพันธ์กับข่าวที่สามคือสหรัฐประกาศที่จะแซงชั่นเกาหลีเหนืออย่าเข้มข้นขึ้น “heaviest sanctions ever imposed” แซงชั่นหนักที่สุดเท่าที่เคยกดดันมา โดยตั้งเป้าการแซงชั่นทุกรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือเช่น ต่อต้านการเดินเรือทั้ง 56 ลำ การค้าที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือทั้งหมด และบริษัทชิปปิ้งที่ทำการส่งสินค้าให้เกากลีเหนือด้วยข้อหาเรื่องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
แต่มาตราการนี้ออกมาหลังจากที่เกาหลีเหนือมีท่าทีผ่อนคลายกับเกาหลีใต้โดยร่วมทีมโอลิมปิดทีมเดียวกันและเชิญ ปธน.เกาหลีใต้มาเยือนเกาหลีเหนือ ซึ่งนักวิจารณ์ข่าวต่างประเทศหลายสำนักต่างก็ให้ความเห็นแบบเดียวกันคือ อเมริกาต้องการสร้างความกดดันในการก่อสงครามทั้งสองเกาหลีสวนทางกับสันติภาพที่จะมีขึ้นในอนาคต ซึ่ง รมต.ต่างประเทศของเกาหลีเหนือได้ออกมาพูดในทิศทางเดียวกันว่า “The two Koreas have cooperated together and the Olympics was held successfully but the US brought the threat of war to the Korean peninsula with new large-scale new sanctions ahead of the Olympics closing ceremony,” the media said, citing the country’s foreign ministry.
จับตามองหลังพิธีปิดโอลิมปิกด้วยครับว่าเกาหลีใต้จะจูบปากกับเกาหลีเหนืออย่างไร เพราะถ้ายังหวานแหววเหมือนพิธีเปิดต้องมีอะไรหลุดมาวีนแตกจากฝั่งอเมริกาอีกครั้งแน่นอน
ปธน.ทรัมป์ได้ออกมาพูดว่าการแซงชั่นครั้งล่าสุดนี้ถ้าล้มเหลวยังมีการแซงชั่นรอบที่สองอีกครั้ง แต่มีเสียงสวนกลับมาจากสำนักข่าวฝั่งรัสเซียว่ามันผิดที่ผิดเวลาหรือเปล่า การแซงชั่นครั้งใหม่นี่มันยกระดับเหตุก่อให้เกิดสงครามชัดๆ Wrong Place, Wrong Time: US’s New Sanctions Against DPRK Escalate Threat of War

สี่ข่าวที่ผมเห็นว่าสำคัญในสัปดาห์ที่ผ่านมาน่าจะมีเท่านั้นครับ

\