วันศุกร์ 14 ธันวาคม 2018
  • :
  • :
Latest Update

สหรัฐอเมริกาทำการ “ข่มขู่” ชาติสมาชิกในเวทีสหประชาชาติ ใครไม่เลือกสหรัฐให้จดชื่อ! -กิตติทัต ชัยประสิทธิ์

สหรัฐอเมริกาทำการ “ข่มขู่” ชาติสมาชิกในเวทีสหประชาชาติ ใครไม่เลือกสหรัฐให้จดชื่อ! – กิตติทัต ชัยประสิทธิ์ เขียน

เมื่อสหรัฐอเมริกาทำการ “ข่มขู่”
ชาติสมาชิกในเวทีสหประชาชาติ
ในการลงมติวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้
ว่าพวกเขา #จับตาดูและจดรายชื่อ
ของประเทศที่ลงคะแนนคัดค้านกับ
การตัดสินใจของสหรัฐอเมริกาเอาไว้
————————-

– วันจันทร์ที่ผ่านมาในการประชุมของ
คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ
(United Nations Security Council)
ซึ่งเป็นหน่วยงานความมั่นคงของ UN
ที่มีชาติสมาชิกอยู่ทั้งหมด 15 ชาติ

(5 ชาติสมาชิกถาวรที่ชนะสงคราม
กับ 10 ชาติสมาชิกไม่ถาวรที่ผลัดกัน
มาเป็นสมาชิกตามโควต้าภูมิภาคต่างๆ)

ได้มีการประชุมและลงมติให้เพิกถอน
การยอมรับเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวง
ของอิสราเอลตามที่อเมริกาประกาศ

โดยลงมติชนะ 14 เสียงต่อ 1 เสียง!!

แต่อเมริกาในฐานะชาติสมาชิกถาวร
ใช้สิทธิวีโต้ (Veto) ซึ่งเป็นอำนาจ
ที่อยู่เหนือคะแนนเสียงทั้งหมด!!

ทำให้มติดังกล่าวจาก 14 ชาติตกไป…

 

https://www.theguardian.com/…/us-outnumbered-14-to-1-as-it-…
————————-

– แต่นั่นไม่ได้เป็นการปิดช่องทางการต่อสู้
ของชาวปาเลสไตน์และชาติที่ไม่เห็นด้วย
กับสิ่งที่อเมริกาและอิสราเอลกำลังทำอยู่
ยังมีอีกเวทีที่เป็นเวทีหลักสำหรับสมาชิก
จาก 193 ประเทศจากทั่วโลก ซึ่งนั่นก็คือ

การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
(United Nations General Assembly)

– โดยมีการเรียกประชุมด่วนและจะลงมติกัน
ในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ โดยเป็นการประชุม
ที่มีสมาชิกจาก 193 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม
โดยทาง รมต.ต่างประเทศของปาเลสไตน์
ผลักดันเรื่องเข้าที่ประชุมของสหประชาชาติ

https://www.rt.com/ne…/413664-un-general-assembly-jerusalem/

และแม้จะทราบว่า มติของสหประชาชาตินั้น
ไม่มีอำนาจบังคับการเมืองของประเทศใดได้
และไม่ได้เป็นข้อกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม
แต่ตัวเขาก็เชื่อว่ามันจะมีน้ำหนักในฐานะ
การยอมรับในเวทีระดับนานาชาตินั่นเอง

(หลายคนสงสัยว่าแล้วมีสหประชาชาติทำไม
ตอบสั้นๆ ว่าที่ผ่านมา มีไว้ให้มหาอำนาจรบกัน
และเอาไว้สร้างความชอบธรรมในการรุกราน)

และยังได้กล่าวด้วยว่า…

“ไม่มีประเทศใดที่มีอำนาจวีโต้ในสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ผิดกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่สหรัฐฯ, อังกฤษ, จีน, ฝรั่งเศส และ รัสเซีย เป็นสมาชิกถาวร ซึ่งมีสิทธิ์ขัดขวางมติใดๆ ก็ได้สมัชชาใหญ่จะส่งเสียง โดยปราศจากความหวั่นกลัวต่อการวีโต้ ว่าประชาคมนานาชาติไม่ยอมรับจุดยืนฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ”

https://mgronline.com/around/detail/9600000127761
————————-

*** ทันที่ที่อเมริการู้ว่าจะมีการประชุมด่วน
ในเรื่องดังกล่าวนี้ วันนี้นาง Nikki Harley
ทูตสหรัฐอเมริกาประจำสหประชาชาติ

(ผู้สร้างผลงานเข้าตาเหล่า Deep State
ผู้อยู่เบื้องหลังรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ด้วยลีลา
การตอบโต้ที่ดุเดือดรุนแรงต่อชาติอื่นๆ ที่คอย
ขัดนโยบายของรัฐบาลสหรัฐอเมริกามาตลอด)

*** ได้ออกจดหมายเวียนไปยังสมาชิก UN
มีใจความว่า อเมริกาสนับสนุนอิสราเอลสุดตัว
แต่จุดเด่นคือ ตอนท้ายของจดหมายที่ระบุว่า

“The president will be watching this vote carefully and has requested I report back on those who voted against us… Thank you for your consideration.”

ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า

“(ขอให้รู้ไว้ว่า)ท่านประธานาธิบดีกำลังจับตามอง การลงคะแนนเสียงครั้งนี้อย่างเป็นใจจดใจจ่อเป็นพิเศษ และท่านได้ขอให้ฉันทำการรายงานกลับไปด้วยว่า ใครบ้างที่ลงคะแนนเสียงคัดค้านกับการตัดสินใจของพวกเรา… ขอบคุณสำหรับการพิจารณา”

https://www.rt.com/…/413734-haley-threatening-letter-jerus…/

*** หมายเหตุ: … (สามจุด) ผมไม่ได้เติมครับ
ต้นฉบับมันมาทั้งแบบนี้ (กรุณาดูภาพประกอบ)
หลังประโยคจบลง Nikki Haley ได้ลงท้ายด้วย
“…” ซึ่งแสดงอารมณ์ให้เห็นเลยว่านี่เป็นการข่มขู่
คือ นอกจากประโยคแล้ว ยังเน้นด้วยการเว้นจุด
เสมือนบอกว่า “จงคิดให้ดีๆ ก่อนลงคะแนน!!”

……………………………….

*** นอกจากนี้ทวิตเตอร์ล่าสุดของ Haley
ยังได้โพสท์เนื้อหาและข้อความเน้นย้ำว่า

“On Thurs there’ll be a vote criticizing our choice. The US will be taking names.”

“ในวันพฤหัสนี้ แน่นอนว่าจะมีการลงคะแนนเพื่อวิจารณ์การตัดสินใจของพวกเรา และทางสหรัฐอเมริกาจะจดจำรายชื่อ(ประเทศ)เหล่านั้นไว้”

https://twitter.com/nikkihaley/status/943241599953309696…

ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรม #ข่มขู่ ที่ชัดเจน

*** ก่อนหน้านี้นาง Haley ได้พูดในวันที่ 9
ว่าอเมริกาไม่ฟังเสียงของชาติที่ไม่รู้เรื่องราว
เกี่ยวกับอิสราเอลและปาเลสไตน์ และได้อ้าง
ว่าชาวยิวนั้นเป็นเจ้าของดินแดนอันชอบธรรมนี้
มาตั้งแต่เมื่อ 3000 กว่าปีที่แล้วและวันนี้พวกเขา
ได้กลับมาทวงคืนผินแผ่นดินพันธสัญญานี้แล้ว

(ป.ล.ผมแทบไม่เชื่อหูตัวเองว่าข้ออ้างแบบนี้
ถูกนำมาใช้ในปี 2017 ในเวทีสหประชาชาติ
โดยชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา….)

และที่ผ่านมาประธานาธิบดีทุกคนของอเมริกา
ไม่ว่าจะคลินตัน บุช โอบาม่า ต่างก็ประกาศไว้
และรอผลเจรจาสันติภาพ แต่รอแล้วก็ไม่เกิด
ดังนั้นประธานาธิบดีทรัมป์จึงได้ทำให้สำเร็จ

(ด้วยการรับรองเชิงปฏิบัติในการย้ายสถานทูต)

https://www.rt.com/…/412609-haley-palestine-us-exceptional…/

————————-

*** นี่แหละครับการสิ่งที่อเมริกากำลังทำอยู่
จะเปลี่ยนประธานาธิบดีกี่คน คนวางแผนและ
ดำเนินการส่งข้อมูลให้ประธานาธิบดีตัดสินใจ
มันก็พวก Think Tank ที่เป็นขั้วอำนาจเดิมๆ
ดังนั้นเลือกไปเถอะครับ Republican หรือจะ
Democrat มันก็ไม่ต่างกันมากเท่าไรหรอก

คนอเมริกันก็มีหน้าที่ไปเลือกตั้งตามพิธีกรรม
ที่บรรดาชนชั้นนำในประเทศเขาวางบทมาให้
สุดท้ายแล้วอเมริกาก็คือ “ประเทศเผด็จการ”
ที่ปากอ้างประชาธิปไตย เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน
แต่การกระทำของตนเองมันขัดแย้งกันสิ้นเชิง

เพราะเที่ยวข่มขู่ รุกราน เข่นฆ่า ล้มรัฐบาล
และผู้นำจากการเลือกตั้งองประเทศอื่นที่ขัดต่อ
ผลประโยชน์ของอเมริกามาไม่รู้กี่ประเทศแล้ว…