วันพฤหัสบดี 24 กันยายน 2020
  • :
  • :
Latest Update

‘สังคมไทยในมุมมองกลับหัว’ โดย เปลว สีเงิน

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 เปลว สีเงิน คอลัมนิสต์ประจำ นสพ.ไทยโพสต์ ได้เขียนทรรศนะความเห็นเรื่อง’สังคมไทยในมุมมองกลับหัว’ เกี่ยวกับการติดล็อกของรัฐบาล คสช. ที่ติดกับดักอุปสรรคจากปัจจัยต่างๆ รวมถึงการเลือกตั้งในความหมายของนักเลือกตั้ง และกล่าวถึงภาคธุรกิจที่ต่างชาติเข้ามาขยันทำมาหากิน ขณะที่คนไทยรอรัฐบาลเลี้ยงเพิ่มขึ้นทุกวันไม่สิ้นสุด
 
ปี ๒๕๖๑ “บิ๊กตู่” กอบกู้เศรษฐกิจสดใส นึกว่าประเทศไทยจะไหลลื่น

    แต่ที่ไหนได้………

    หันไปทางไหน “ติดล็อก” แทบทุกเรื่อง   

    เลือกตั้ง ส.ส. “ติดล็อก” คำสั่ง คสช.

    คสช. “ติดล็อก” นาฬิกาบิ๊กป้อม

    โรงไฟฟ้าถ่านหิน “ติดล็อก” ฟ้าใส-ทะเลสวย

    บ้านเมืองสะดุดพัฒนาเดินหน้าไม่ได้ “ติดล็อก” เอ็นจีโอ

    สังคมที่แต่ละคน “เอาปัญหาตัวเอง” เป็นปัญหาประเทศ แล้วต่างคน-ต่างเรียกร้องเอาที่ต้องการ

    รัฐบาลทำอะไร ผิด-ถูก กูไม่รู้ ค้านแหลกตะพึด

    ครั้นไม่ทำ ก็ถูกว่า เข้ามาเป็นพรหมลูกฟักหรือไง?

    ครั้นทำ ก็ถูกว่า การจัดระเบียบ คือการจำกัดเสรีภาพ

    เปิดเขตเศรษฐกิจอีอีซีรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ก็ถูกว่า จะเอาแผ่นดินยกให้ต่างชาติ

    เปิดประชารัฐเพื่อคนฐานราก ก็ถูกว่า ขายสินค้ากลุ่มทุน

    สวัสดิการรัฐ-แจกบัตรคนจน ก็ถูกว่า ประชานิยมหาเสียง

    อืมมมม…..

    ใครพกความตั้งใจเข้ามาหวังสะสางปัญหาหมักหมมให้ประเทศ จะพบอุปสรรคซ้ำซากแบบนี้

    แต่ถ้าเข้ามาเป็นรัฐบาล “แบ่งกันกิน”………

    อำนาจรวมศูนย์นักการเมือง แล้วกระจายผ่าน ข้าราชการ-ทหาร-ตำรวจ-อิทธิพลถิ่น-หัวคะแนน

    เอากันตามใจชอบ………..

    ตัวใหญ่-คำใหญ่, ตัวเล็ก-คำเล็ก ประเภทนักวิชาการ-ปัญญาชน แจกตำแหน่ง-ทุนวิจัย-ให้โครงการ

    ประเภทนิ้วก้อยตีนซ้ายเหมือนไก่ตามใต้ถุน ให้คุ้ยเขี่ยที่เรี่ยราดกินกันไปเป็นทอดๆ

    “ระบบอุปถัมภ์” แบบนี้ ถูกนิสัย สังคมไทยชอบ!

    โดยนัยนี้ คนส่วนหนึ่ง วันๆ จึงหายใจเป็นเลือกตั้ง ไม่ใช่หื่นกระหายประชาธิปไตยตามนิยาม

    หากแต่โหยหาการเลือกตั้ง เพราะนักเลือกตั้ง “ฝังชิป” ต่อเนื่องจนชิน ว่าเป็นประชาธิปไตยเลือกตั้งแล้ว

    จะทำอะไรก็ได้ เรียกร้องเอาอะไรก็ได้ นักการเมืองต้องประจบตามใจ จัดหาให้หมด!

    คนไทยส่วนใหญ่ ไม่ชอบทำอะไรตรงไป-ตรงมา อยากเป็นคนพิเศษ “อภิสิทธิ์”

    เป็นเจ้าพ่อ-ลูกพี่ไม่ได้ ก็ขอเป็น “คนของเจ้านาย-คนของลูกพี่”

    เพราะการมีปลอกคอ วางตัวเหนือ “กฎระเบียบ-กฎกติกา” ได้ง่าย

    ซึ่งแบบนี้….ดูมันเท่

    แถมได้รับการซูฮก-ยกย่องจากคนอื่น เรียกว่าเนื้อตัวมันยืดใหญ่เหนือมนุษย์ไปหมด

    แต่ถ้าต้องทำตามกฎ เดินตามกติกา ต้องเข้าแถวเหมือนคนอื่นเขา จะรู้สึก “เสียหน้า” มาก

    นี่แหละคนไทย!

    นักเลือกตั้งถึงชอบพูดติดปากอยู่ ๒ คำว่า “ประชาชนเลือกผมมา” กับ “ประชาชนต้องการ”

    นักเลือกตั้ง “สมอำนาจ” ชาวบ้านที่เลือกก็ “สมประโยชน์” เป็นสมการลงตัวง่ายๆ แบบนี้

    ประเทศไทยซึ่ง “ภูมิศาสตร์” สมบูรณ์พร้อมกว่าทุกประเทศในย่านนี้ แต่เพราะประชาธิปไตย “ระบบอุปถัมภ์” แบบนี้

    จึงพัฒนาให้ก้าวหน้ากว่าบ้านอื่น-เมืองอื่นไม่ได้ ทั้งที่เขาด้อยกว่าเรา ก็เพราะเหตุนี้

    ๓-๔ วันก่อน เห็นข่าวเอะอะตามโซเชียล มีเดีย ว่าแรงงานต่างชาติ “เขมร-พม่า-จีน-เวียดนาม-ลาว-อินเดีย” เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย

    ถึงขั้นใช้คำว่า “เขมร-พม่ายึดประเทศไทย”!

    และดูเหมือนวัน-สองวันนี้ กระทรวงแรงงานต้องออกสำรวจ-ตรวจจับ ตามตลาดสด ตลาดนัด ตามริมถนนรนแคม และตามหมู่บ้าน

    เรื่องนี้ ถ้าคนไทยเราใช้ “สติมอง” แทนตาสักนิด จะได้มุมคิดมากทีเดียว

    เพราะ “ภาพที่ตาเห็น” สวนทางกับ “ความจริงที่เป็น” ในบ้านเมืองไทยวันนี้ ชนิด ๓๖๐ องศา

    ภาคธุรกิจ-ร้านค้า-อุตสาหกรรม ทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ ร้องว่า ขาดแคลนแรงงาน หาคนรับจ้าง หาคนช่วยทำงานไม่ได้

    ตามบ้านช่องก็ร้อง หาแม่บ้านไม่ได้ ไม่มีคนรับจ้างกวาดบ้าน ถูบ้าน ซักเสื้อผ้า จิปาถะที่เป็นงานบ้าน

    ในขณะเดียวกัน………

    คนไทยส่วนหนึ่ง ก็ร้อง ไม่มีงานทำ หาเงิน-หาทองยาก ชีวิตยากจนข้นแค้น จนเกิดอาชีพ “ดรามาความจน” ลงเว็บ

    รวยฉับพลันกันเป็นล้านๆ ต่อราย!

    ถามว่า ประเทศไทย “ขาดแคลนแรงงาน” หรือ “คนไทยไม่นิยมทำงาน” กันแน่?

    ในขณะที่บ่นกันว่าเศรษฐกิจฝืดเคือง ทำมาหากินลำบาก คนไทยจ้ำม่ำ อาการครบ ๓๒ วันนี้ มีแต่คนจน รอรัฐบาลเลี้ยงเพิ่มขึ้นทุกวัน

    แต่เท่าที่ผมประจักษ์………

    คนพม่า ไหปลาร้า ๒ ใบโผล่บนไหล่ มีผ้านุ่งมา ๒-๓ ผืนเป็นสมบัติติดตัว มารับจ้างทำงานบ้าน

    กินฟรี อยู่ฟรี ห้องนอนฟรี ประปา-ไฟฟ้า-โทรทัศน์ ประเคนให้

    เจ็บป่วยรักษาให้ ไปไหน-กินไหน ไปและกินด้วยกัน เรียกว่า อยู่เหมือนญาติ

    เผลอๆ ร่วม ๒ ปี จากไหปลาร้าโผล่ กลายเป็น “เงินทองเต็มไห” เสื้อผ้า-หน้า-ผม โทรศัพท์มือถือ ทองหย็องเงี้ย แดงไปทั้งตัว

    ลากลับบ้าน……..

    “เงินแสน” แน่นกระเป๋า!

    เนี่ย…ดูๆ แล้วก็ไม่เข้าใจ ทำไมคนไทยจึงร้องว่า “ไม่มีงานทำหาเงินไม่ได้ ลำบากยากจน”?

    แต่คน “ลาว-เขมร-พม่า” มะล่อก-มะแล่กมาแค่ปี-สองปี เงินทองกลับเหลือกิน-เหลือใช้ ขนกลับบ้านกันคนละเป็นแสนๆ?!

    ด้วยค่าจ้างขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท มันประกันรายได้ไม่หนีเดือนละหมื่นอยู่แล้ว

    ยิ่งงานบ้านทุกวันนี้ ๕๐๐ บาท/เดือน ก็ยังโขกเอาได้

    โดยเฉพาะงานบ้าน นั้น……..

    แค่ขยัน-ซื่อสัตย์-สุจริต เรียกว่า “เงินเดือนคือเงินเก็บ” ไม่ต้องใช้ เพราะอยู่บ้านไหน ทุกอย่างเขาให้ฟรีอยู่แล้ว เผลอๆ จ่ายพิเศษเพิ่มด้วยซ้ำ

พูดกันตรงๆ “คนรับใช้” แต่ละบ้านนั้น ได้รับการเอาอก-เอาใจจากเจ้าของบ้านยิ่งกว่าลูกเต้าเขาเสียอีก

    แล้วคนไทยหายไปไหนหมด?

    ทุกวันนี้ ร่อนทองยังง่ายกว่าหาคนไทยมาทำงาน ยิ่งงานครัว ร้านอาหาร งานหนักหน่อย งานเลอะเนื้อ-เลอะตัวหน่อย

    แหวะ….ไม่เอาหรอก เดี๋ยวผิวไม่สวย!

    ๒ เดือนก่อน เจอคนที่กระบี่ เขาบอกว่า ร้านเขาตอนนี้เปลืองถ้วยชามมาก

    ถามว่าเพราะอะไร?

    เขาบอกว่า หาลูกจ้างล้างไม่ได้ ต้องแก้ปัญหาด้วยการซื้อมามากๆ ลูกค้ากินเสร็จ ก็เก็บไปกองๆ ไว้หลังร้าน

    วัน-สองวัน จ้างคนมาล้างที!

    แล้วที่โวยวายกัน ว่าพวกแรงงานเขมร-พม่า-ลาว-ญวน-จีน มาเช่าที่เปิดแผงขายของ

    ขายอาหาร ขายของหน้าร้าน ขายโรตี ขายถั่ว ออกเงินกู้เดินเก็บดอกรายวัน คือการ “แย่งอาชีพคนไทย”

    แถมประดิษฐ์คำน่าตื่นกลัว “ต่างชาติ” กำลังยึดครองประเทศไทย นั้น

    ผมอยากให้พวกเราคนไทย ลองย้อนถามตัวเองซิ………

    ก่อนที่พวกเขาทำ (มาหากิน) แล้วทำไมพวกเราไม่ทำ (มาหากิน) แบบเขาบ้าง?

    และสมมุติ กวาดจับพวกแย่งอาชีพนี้หมดไปแล้ว พวกเราจะหันมา “หนักเอา-เบาสู้”

    “กู้ชาติ-กู้อาชีพ” กลับคืน

    รู้จักทำมาหากินด้วยการค้าขายแบบเขากันบ้าง?

    ที่พูดนี่ ไม่ได้หมายความว่า เห็นดี-เห็นงาม กับที่ต่างชาติเข้ายึดแผ่นดินไทย “ขุดทอง” สร้างความร่ำรวยแล้วขนกลับไปบ้านเขา

    แต่พูดในความหมาย………

    อย่าเอาแต่โวยวาย ดูพวกเขาแล้วย้อนดูตัวเรา..เงินทองเต็มแผ่นดิน แต่เราคนไทย ทำไมจึงมองไม่เห็น?

    ในขณะเดียวกัน พวกเขาพกมือเปล่า-ตีนเปล่า-ท้องแห้ง บากหน้ามาบ้านเรา

    กลับพบขุมทองทุกแห่ง-ทุกตารางแผ่นดินไทย และพากันขุดเอา..ขุดเอา พวกเราได้แต่อิจฉา และโวย?

    ผมอยากให้พวกเราไปเห็นชีวิตคนอินเดีย เราว่าจน แต่เขาบวกจนของเราไป ๑๐๐ เท่า

    แต่ไปถามเขาซิว่า จนมั้ย?

    คนอินเดียไม่มีใครจน เพราะเขาพอใจกับสิ่งที่เขามี-เขาเป็น และประกอบกิจ-ชีวิต-การงานไปตามนั้น

    ขอทานเกลื่อนเมืองนั่นไง ยังจะว่าไม่มีคนจน?

    ไม่ใช่……..

    การขอทาน นั้น คนอินเดียถือเป็น “หน้าที่” ทางสังคมอย่างหนึ่ง ถ้าไม่มี “การขอ” แล้วโลกนี้ จะมี “การให้” ที่สวยงามได้อย่างไร?

    ทุกคนเกิดมาต้องมี “หน้าที่”…………

เพราะมองข้ามหน้าที่นั่นแหละ “ความจน” จึงกลายเป็นอาชีพใหม่ของคนไทย ที่นับวันรัฐบาลต้อง “อุ้มเพิ่ม-เลี้ยงดูเพิ่ม” ไม่สิ้นสุด.