วันอาทิตย์ 20 กันยายน 2020
  • :
  • :
Latest Update

อยู่อย่างจงรัก ตายอย่างภักดี – Nitipat Bhandhumachinda

 

ผมยังจำได้ถึงความรู้สึกของตนเอง ที่ขับรถฝ่าการจราจรจากลำลูกกา มานั่งอยู่ที่อาคารประกอบพิธีศพของโบสถ์เซนต์หลุยส์ ในตอนเย็นวันพฤหัสที่ 22 เมษายน 2553 ได้อย่างดี เป็นพิธีศพของชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งผมเคยรู้จักคุ้นหน้าคุ้นตามาตั้งแต่เด็ก และที่มาร่วมพิธีนั้น ด้วยเหตุผลหลักหนึ่งในหลายเหตุผลก็คือ หากพ่อผมยังมีชีวิตอยู่ก็คงจะมาร่วมพิธีแน่นอนเพราะพ่อผมรักและเอ็นดูผู้เสียชีวิตคนนี้มาก

ตั้งแต่จำความได้ ผมก็จะถูกพ่อผมลากมาร่วมพิธีทางศาสนาที่โบสถ์ดอนบอสโกทุกๆวันอาทิตย์ และที่นั่งข้างๆกันนั้น จะมีครอบครัวหนึ่งประกอบไปด้วย คุณพ่อคุณแม่ลูกสาวคนโตและลูกชายคนเล็ก อีลูกชายคนเล็กนั้นดูจะเด็กกว่าผมหน่อย แต่จะนั่งเงียบสงบมีสมาธิน่าหมั่นไส้มาก สำหรับผมที่นั่งหันรีหันขวางเหมือนลูกลิงให้พ่อดุบ่อยๆ

เมื่อพิธีเลิกแล้ว ครอบครัวเราก็มักจะหยุดยืนคุยกัน ทำให้ผมทราบว่าพ่อผมสนิทกับครอบครัวนี้อยู่ไม่น้อย และทำให้ทราบข่าวคราวอยู่ตลอดว่าลูกสาวลูกชายเรียนอะไร อีลูกชายก็รู้สึกจะเรียนเซนต์คาเบรียลที่พ่อผมเป็นศิษย์เก่าไรงี้ เวลาคุยกับผู้ใหญ่ดูสุภาพเรียบร้อย ยิ่งน่าหมั่นไส้หนักหน่วงมาก

เมื่อผมเดินทางไปศึกษาต่อและกลับมาก็ย้ายตนเองไปโบสถ์อื่น จึงไม่ได้พบปะกับครอบครัวนี้อีก ยกเว้นเวลาไปพบเจอที่เซ็นทรัลชิดลมซึ่งเป็นสถานที่ซื้อของของทั้งสองครอบครัว ก็พอจะทราบเลาๆว่าอีน้องคนนี้ตอนนี้เป็นทหาร และมาเห็นอีกทีผ่านทีวีแวบๆช่วงปี 2552 ก็ยังตื่นเต้นว่า น้องเขามีหน้าที่สำคัญ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่คงจะภูมิใจมาก

และเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ขณะที่ผมกำลังติดตามข่าวความไม่สงบที่สี่แยกคอกวัว ก็มีการแชร์ภาพนายทหารท่านหนึ่งเสียชีวิต และผมก็จำได้อย่างแม่นยำทันที โดยไม่ต้องดูชื่อว่า ผู้เสียชีวิตก็คือเด็กคนที่ผมเคยรู้จักคนนั้นนั่นเอง

ใช่ครับ เด็กคนนั้นคือ พลเอก ร่มเกล้า ธุวธรรม

ขณะรอพิธีศพจะเริ่มนั้น ผมก็ลอบสังเกตดูคุณพ่อคุณแม่ของผู้เสียชีวิต ซึ่งผมจำได้ว่าปรกติจะเป็นคนน่ารัก ร่าเริง กระฉับกระเฉง แต่ในเย็นนั้น ท่านทั้งสองดูอ่อนแรง เหน็ดเหนื่อยทางใจ และแม้จะพยายามปิดบังอย่างไรก็รู้สึกได้ถึงความโศกเศร้าอย่างที่สุด
เห็นภรรยาของคุณร่มเกล้าซึ่ง ดูแลแขกเหรื่ออย่างขันแข็งแต่ เมื่อมองดูแววตาก็เห็นถึงความเศร้าที่อัดแน่นอยู่อย่างที่สุดเช่นกัน

ผมเองนั้นได้ตระหนักถึงความรู้สึกหนึ่ง ซึ่งไม่เคยชัดเจนขนาดนั้นมาก่อน ไม่ใช่ความรู้สึกเกลียดชัง ไม่ใช่ความรู้สึกโกรธแค้น และไม่ใช่ความรู้สึกอยากจะเข่นฆ่าใคร
แต่ในที่สุดก็ได้เข้าใจความรู้สึกถึงการต้องปกป้องประเทศชาติ ปกป้องสถาบันฯ อย่างสุดความสามารถแม้ ชีวิต เราเองก็สามารถพลีได้ เพื่อจุดมุ่งมั่นนี้

เย็นวันนั้นผมไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้น้ำตาไหล แต่เก็บความรู้สึกนั้นไว้ไม่ได้ลืม ว่าเมื่อไหร่หากมีโอกาส ก็จะสานต่อสิ่งที่คุณร่มเกล้าได้ปฏิญาณและได้กระทำไว้เพื่อชาติและสถาบันฯอย่างถึงที่สุด

เมื่อมีภัยคุกคามเกิดขึ้นอย่างเหิมเกริมและมาดร้ายสูงสุด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนไทยที่รักชาติ รักสถาบันฯทุกคนได้พร้อมใจกันออกมาบนถนนแสดงจุดยืนว่า เราจะปกป้องชาติและสถาบันฯจากภัยคุกคามนั้น และแม้จะเสี่ยงต่อชีวิตเพียงไหน เราก็พร้อมจะยอมพลีเพื่อจุดประสงค์เดียวร่วมกัน

ไม่ใช่ด้วยความอยากแก้แค้น ไม่ใช่ด้วยความโกรธ และไม่ใช่แม้แต่จะหวังว่าจะสามารถเอาคนผิดมารับโทษ
แต่ด้วยเหตุผลเดียวที่สำคัญที่สุดคือ เป็นหน้าที่และความตั้งใจของคนที่เกิดมาเป็นคนไทย ที่จะปกป้องชาติและสถาบันฯ ด้วยสมองด้วยมือและด้วยเท้าจากจิตใจที่มุ่งมั่นของเราเองจนถึงที่สุด

การ”อยู่อย่างจงรัก ตายอย่างภักดี” นั้น ผมและคนไทยหลายๆล้านคนถือเป็นเกียรติที่สูงสุดของชีวิตที่เราคนไทยที่เกิดมาใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร จะทำได้เพื่อชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ฯ และไม่ว่าจะเมื่อไหร่ ที่ไหน หากชาติและสถาบันฯมีภัยคุกคามจากในหรือนอกประเทศอีกเมื่อไหร่ ผมก็มั่นใจว่า ตนเองและคนไทยอีกมากมายหลายล้านคน ก็จะทำหน้าที่คนไทยที่จะปกป้องชาติและสถาบันฯให้รอดปลอดภัยไม่ได้ต่างจากที่เราเคยร่วมกันทำมา

”จะอยู่อย่างจงรัก ตายอย่างภักดี
หนึ่งชีวิตนี้ขอยอมพลี ไม่เสียดาย
ใจที่จงรักจะยืนหยัดอย่างท้าทาย
ใครจ้องจะทำลายเราไม่ยอม”