วันเสาร์ 19 กันยายน 2020
  • :
  • :
Latest Update

ฮิวแมนไรท์วอทช์ – กดดันให้ปล่อยตัว กลุ่มอยากเลือกตั้งไม่สนกฏหมาย

ฮิวแมนไรท์วอทช์ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรมที่ชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้ง ระบุว่าทางการไทยควรถอนฟ้องและปล่อยตัวนักกิจกรรมที่เรียกร้องประชาธิปไตย 14 คนทุกคดีและอย่างไม่มีเงื่อนไข พวกเขาได้จัดการประท้วงต่อต้านระบอบทหารอย่างสงบ ทั้ง 14 คนถูกดำเนินคดีในข้อหายุยงปลุกปั่น ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และในข้อหาละเมิดคำสั่งของรัฐบาลทหารที่ห้ามการชุมนุมทางการเมืองของบุคคลกว่าห้าคนขึ้นไป

นายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย ฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่า การจับกุมนักกิจกรรมที่เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างสงบ และต้องการให้มีการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทหารไทยไม่มีเจตนาผ่อนคลายมาตรการจำกัดสิทธิต่างๆ การขัดขวางการชุมนุมประท้วงอย่างสงบ ทำให้เห็นว่าคำสัญญาที่ให้ไว้เองของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยในไทย เป็นเรื่องเหลวไหล

ฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่า จำเป็นต้องมีแรงกดดันจากนานาชาติอย่างเร่งด่วน เพื่อให้มีการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วไปสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบพลเรือนในประเทศไทย

นายอดัมส์กล่าวว่า ยิ่งมีการจับกุมในข้อหาการเมืองมากเท่าไร หนทางไปสู่ประชาธิปไตยของประเทศไทยยิ่งมืดมนเท่านั้น รัฐบาลทั่วโลกควรกดดันรัฐบาลทหารให้กำหนดวันเลือกตั้งอย่างชัดเจน และเปิดโอกาสให้ประชาชนและพรรคการเมืองสามารถรวมตัวกันและแสดงวิสัยทัศน์ที่มีต่ออนาคตของประเทศตนเองได้

 

 

นายสุนัย ผาสุก  ตัวแทนฮิวแมนไรท์วอทช์ ในฐานะผู้แทนเครือข่ายการสังเกตการณ์และการบันทึกชุมนุมสาธารณะเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงคณะผู้สังเกตการณ์ชุมนุมในครั้งนี้ว่า ประกอบขึ้นจากองค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติ และสหประชาชาติ ทำหน้าที่สังเกตการณ์การชุมนุมในวันที่ 21-22 พฤษภาคม ดูสถานการณ์การใช้สิทธิ เสรีภาพการชุมนุมของประชาชน ซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่จำเป็นในการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยและเตรียมความพร้อมของสังคมเพื่อกลับสู่การเลือกตั้ง

นายสุนัย กล่าวกลุ่มได้สังเกตการณ์ทั้งฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ชุมนุมว่า ผู้ชุมนุมมีการยั่วยุหรือไม่ ผู้ชุมนุมจะชุมนุมโดยสันติตามที่บอกหรือไม่ ทั้งนี้ประชาชนควรมีพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงออก  ถ้าหากการชุมนุมโดยสันติถูกห้าม ถูกทำให้เป็นอาชญากรรม ถูกจำกัดก็ไม่ใช่เรื่องดี เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นหมายถึงเราจะไม่สามารถเชื่อใจคำพูดของผู้นำรัฐบาลที่บอกว่า กำลังเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ประชาธิปไตย

“สิ่งที่เห็นวันนี้คือ เจ้าหน้าที่บอกชัดว่า ผู้ชุมนุมฝ่าฝืนคำส่งหัวหน้า คสช. 3/2558 หมายความว่า สิ่งที่เป็นเงื่อนไขในการใช้สิทธิ เสรีภาพคือคำสั่ง คสช. บ่งชี้ว่า ระบอบ คสช. คือระบอบที่ไม่ให้ประชาชนใช้สิทธิ เสรีภาพ ย้อนแย้งกับการประกาศของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ให้สิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ ทำให้คณะผู้สังเกตการณ์สงสัยว่าจะไว้ใจรัฐบาล คสช. ได้อีกหรือไม่”

เขา กล่าวว่าความตึงเครียดของแต่ละฝ่ายจะถูกควบคุมไม่ให้เกิดความรุนแรงอย่างไร เจ้าหน้าที่บอกชัดว่าเมื่อผู้ชุมนุมออกจากมหาวิทยาลัย หมายความว่า ทำผิดกฎหมาย ก็ต้องดูว่า จะมีการเช็คบิลดำเนินคดดีย้อนหลังหรือไม่ทั้งกับแกนนำ มวลชน

ทั้งนี้ รอบนี้สื่อมวลชนเองก็โดนหางเลขจากที่มีการแถลงเมื่อวานว่า ถ้าผู้สื่อข่าวไปปะปนกับผู้ชุมนุมก็อาจจะเกี่ยวข้องกับความผิดเดียวกันกับผู้ชุมนุม สื่อควรได้รับความปลอดภัยในการรายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมาจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งธงของเจ้าหน้าที่นั้นเหมือนจะบอกให้สื่อมวลชนนำเสนอจากมุมรัฐบาลเท่านั้น ทั้งหมดนี้เป็นท่าทีที่น่ากังวล