วันพุธ 12 ธันวาคม 2018
  • :
  • :
Latest Update

เพื่อไทย-ปชป. “ทำการบ้านผิด” – เปลว สีเงิน

 

“หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์”

“นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”………….

อรรถาธิบายผ่านไลน์ เมื่อวาน (๒๗ พ.ย.๖๐) ประเด็น “นายนิพิฏฐ์” ไปพูดคล้ายตกลงนอกรอบกับ “เพื่อไทย”

จะ “จับมือกัน” เซตซีโร ระบบ คสช.และทหาร

ไม่ให้ “พลเอกประยุทธ์” กลับเข้ามาเป็น “นายกฯ คนนอก” หลังเลือกตั้ง เมื่อวันก่อนนั้น

ข้อความในไลน์มีว่า…….

“ทุกคนในพรรครวมทั้งคุณนิพิฏฐ์ยืนยันตรงกันว่า อุดมการณ์ไม่ตรงกันก็ร่วมกันไม่ได้

สิ่งที่พูด เป็นการตอบคำถามสมมติ ซึ่งทางคณิตศาสตร์ก็เป็นอย่างอื่นไม่ได้

ขอบคุณทุกท่านที่สะท้อนความรู้สึกมาครับ”

ฮื่อ…………

-“เป็นการตอบคำถามสมมติ”

-“ทางคณิตศาสตร์เป็นอย่างอื่นไม่ได้”

นักการเมืองนี่ แต่ละคนเหมือนมี “ไพ่โจ๊กเกอร์” ติดตัวคนละใบ พร้อม “หงายกิน” ได้ทันที ที่อยากกิน

กับเรื่องสมมตินั้น ใครจะสมมติถาม-สมมติตอบอย่างไรก็ได้ นั่นก็จริงอยู่

แต่อย่าลืม “เรื่องสมมติ”

เป็นอาการสะท้อนภาวะ “จิตซ่อน” ของพวกขลาด แล้วใช้ลีลาแห่งโวหารเป็นน้ำกลิ้งบนใบบอนชอนไปตามทางลาด

ส่วนเรื่อง “คณิตศาสตร์” ที่กลายเป็นสูตรค้นหาอำนาจทางการเมือง ชนิด “ตายตัว” ในทัศนะนายอภิสิทธิ์นั้น

ขอโทษ…ผมจบ ป.๔ ดอนหอยหลอด เรียนไม่ถึง

ส่วนท่านจบออกซ์ฟอร์ด เรียนจนเลย ผมจึงมิบังอาจแย้งท่าน!

ความจริงนั้น “การเลือกตั้ง” ยังเป็นแค่ “เงาเนื้อในน้ำ”

แต่ขนาดยังไม่ทันเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ ไปถึงขั้นติดสัด “ข้ามสายพันธุ์” นอกฤดูกาลกันแล้ว

ก็อยากบอกว่า……..

การสมมติ “ระบบ คสช.-ทหาร” เป็นพรรคหนึ่ง พลเอกประยุทธ์เป็นหัวหน้าพรรค

แล้ว ๒ พรรคใหญ่ ก็เริ่มสัตยาบันนอกรอบ “รวมตีน” ไล่สกัดนั้น

ปากก็ว่า “สมมติ”

แต่ในใจนั้น มี คสช.-ประยุทธ์ กดทับแน่นอก จนเกิดภาวะจิตหลอน ด้วยกลัว “ตกอำนาจ”

การทึกทักในอำนาจเอาเองล่วงหน้านั่นแหละ ทำให้เข้าใจว่า “ไม่มีทางเลือกเป็นอื่น”

นอกจากสูตรคณิตศาสตร์ผสม “ข้ามสายพันธุ์” เท่านั้น

จึงจะสามารถทำให้สภาพ “หมาในรางหญ้า”

ได้ “กินหญ้า” ในราง!?

อะไรก็ตาม ทุกการละเล่น การกีฬา หรืองานการทุกชนิด ถ้าต้องการเข้าไปสู่กระบวนการนั้นๆ สิ่งแรกที่ควรรู้-ควรเข้าใจก่อนคือ

“กฎระเบียบ-กฎกติกา” ในที่นั้นๆ

การเข้าไปสู่อำนาจบริหารระบบเลือกตั้งในปลายปี ๖๑ นั่นเช่นกัน ทุกพรรค-ทุกคน

ถ้าต้องการเข้าไปเป็นผู้เล่นอยู่ในเกมนั้น ต้องศึกษาให้เข้าใจกฎกติกา-กฎระเบียบ ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ก่อน

ทั้งประชาธิปัตย์-เพื่อไทย ล้วน “สังฆราชรัฐธรรมนูญ” รู้กฎกติกากันดีอยู่แล้ว

เมื่อรู้ จะแสดงอาการ “ฮั้วการเมือง” โจ่งแจ้งให้เสียฟอร์มนักเรียกร้องประชาธิปไตยไปทำไม?

รัฐบาลประชาธิปไตยที่จะเกิดหลังเลือกตั้งปี ๖๑

รู้ใช่มั้ย …?

ใน ๕ ปีแรก เป็นรัฐบาลตามเงื่อนไข “บทเฉพาะกาล” ของรัฐธรรมนูญ

มาตรา ๒๗๒ ที่ระบุว่า………

“มาตรา ๒๗๒ ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๕๙ เว้นแต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๕๙ วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

ในระหว่างเวลาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน

และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งต่อไป โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา ๘๘ หรือไม่ก็ได้”

และมาตรา ๒๖๙ ในวรรคแรก บอกว่า………

“ในวาระเริ่มแรก ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนสองร้อยห้าสิบคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคำแนะนำ โดยในการสรรหาและแต่งตั้งให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้………”

นี่คือ “กติกาการเมืองระบบรัฐสภา” ในระยะ ๕ ปีแรก ตามบทเฉพาะกาล

ที่เป็นเช่นนี้………..

เจตนาให้มี “รัฐบาลใหม่” ที่ต้องบริหารสืบสานงานสร้างบ้าน-สร้างเมืองตามยุทธศาสตร์ที่ คสช.ริเริ่มและลงมือค้างไว้ให้ไปต่อเนื่อง

ไม่ใช่ใครเข้ามา ก็จะล้มงานที่ คสช.เริ่มไว้

แล้วตั้งหน้า-ตั้งตาแก้แต่รัฐธรรมนูญ ไปตามที่พวกกูชอบจะกอบ-จะโกย!

เหตุนั้น ใครต้องการเข้ามาแข่งขันฟุตบอลการเมืองสนามนี้ ในปี ๖๑ ก็ต้องยอมรับกฎกติกานี้ ใน ๕ ปีแรก

อยากเล่น ก็อย่าโวย……….

ถ้าเห็นว่ากติกาเฮงซวย รับไม่ได้ ก็บายไป ยังไม่ต้องลงมาเล่นในฤดูกาลนี้ ไม่มีใครว่าอะไรนี่

และจริงๆ แล้ว ตามกติกาไม่ได้ปิด-เปิดประตูให้ใครเป็นการพิเศษ

เพียงแต่นักกินเมืองเก่า “ต้มยำประชาธิปไตย” ซดกันไม่คล่องคอเหมือนเดิมเท่านั้น

ในทางเป็นจริง พรรคไหน-คนไหน “เจ๋งจริง-ดีจริง” ประชาชนเชื่อถือศรัทธา ลงคะแนนให้มากๆ ตอนเลือกตั้ง

เข้ามาเป็นรัฐบาล-เป็นนายกฯ ได้ทั้งนั้น!

เพียงแต่ ๕ ปีแรก การโหวตเอาใครเป็นนายกฯ ต้องใช้เสียงข้างมาก จากทั้ง ๒ สภา “ส.ส.-วุฒิฯ” รวมกัน

ซึ่ง “มากกว่า” ปกติ เดิมๆ เอาเฉพาะเสียง ส.ส.เท่านั้น!

ปกติ ส.ส.มี ๕๐๐ ส.ว.มี ๒๐๐ รวม ๗๐๐ เสียง แต่ในบทเฉพาะกาล ๕ ปีแรกนี้

ส.ว.มี ๒๕๐ คน!

๒ สภารวมกัน คือ ๗๕๐ กึ่งหนึ่งของทั้งสองสภา คือ ๓๗๕

การโหวตเลือกนายกฯ ต้องได้เสียง “เกินกึ่งหนึ่ง”

นั่นคือ เมื่อพรรคแกนนำเสนอชื่อนายกฯ ต่อที่ประชุมรัฐสภาแล้ว

ต้องได้เสียงสนับสนุน มากกว่า ๓๗๕ เสียงขึ้นไป!

ทีนี้ ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย เขามั่นใจว่าเลือกตั้งเมื่อไหร่ พวกเขา ๒ พรรค จะต้องได้ ส.ส.มากกว่าพรรคอื่นๆ

แต่ด้วยระบบจัดสรรปันส่วน ส.ส.ตามมาตรา ๙๑ ยากที่พรรคเดียวจะมีเสียงเกินครึ่ง

ยึดตามฐานคะแนนเลือกตั้งปี ๕๔ ต้องเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ผสมพันธุ์กัน ๒๖๕+๑๕๙=๔๒๕

นั่นแหละจึงจะชนะ………

พรรคที่เหลือ บวก ๒๕๐ วุฒิสมาชิก หมดความหมาย!

ในการโหวตหาตัวนายกฯ สมมติคนที่พรรคเสนอชื่อ เสียง ส.ส.สนับสนุนไม่ถึง ๓๗๖ คน

ถ้าคนนั้น “ดีจริง” เป็นที่ประจักษ์ มหาชนยอมรับ…ผมเชื่อ

“วุฒิสมาชิก” ก็ต้องโหวตให้

ไม่อย่างนั้น “วุฒิ” จะแปลว่า “เสียหมา”!

ประเด็นที่พรรคการเมืองต้องตระหนักก็คือ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ต้องตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองให้ถ่องแท้ว่า

ดีจริง-ดีพร้อมและดีกว่า “พลเอกประยุทธ์” จนมั่นใจได้ว่า

เข้าสภาฯ แล้ว เสียงส่วนใหญ่ “ยอมรับ” และโหวตให้!?

ก็เพราะตัวเองก็ยังไม่มั่นใจว่า “ดีจริง” หรือไม่นั่นแหละ จึงต้องผสมข้ามสายพันธุ์

หวังกำจัดระบบ คสช.-ทหาร ให้ออกไปจากเส้นทางอำนาจ!

และกวาดตาทั่วระบบ คสช.-ทหาร ป๊อกไม่ใช่ ป้อมไม่ใช่ ฉัตรไม่ใช่ ที่จะมาเป็น “นายกฯ คนนอก”

เมื่อหา “คนใน” ที่ดีขึ้นเป็นนายกฯ ไม่ได้ ก็มีแต่ “ประยุทธ์” สุดสวิงริงโก้หนึ่งเดียวคนนี้ ชื่อถึง-ชั้นถึง-ฝีมือถึง

เสียอย่างเดียว “เงินไม่ถึง-พึ่งยาก”!

คณิตศาสตร์นั้น ถึงแม้จะมีคำตอบ “หนึ่งเดียว”

แต่สูตรไปสู่คำตอบหนึ่งเดียวนั้น มีร้อยวิธีการ-พันยักเยื้อง

เหมือนรัฐบาลประชาธิปไตยระบบเลือกตั้ง

คำตอบหนึ่งเดียวคือ “เสียงข้างมาก”

แต่ “เสียงข้างมาก” ไม่ได้ผูกขาดเฉพาะพรรคเพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ หากแต่ขึ้นอยู่กับ “คนดี-มีผลงาน-มหาชนยอมรับ” ตะหาก

ดังนั้น เมื่อตีโจทย์ การเมือง ๕ ปีแรกตามบทเฉพาะกาล “ผิด”

“เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” ก็พลาด ตั้งแต่บันไดขั้นแรกแล้ว.