วันศุกร์ 22 มิถุนายน 2018
  • :
  • :
Latest Update

เมื่อนักเรียนทุนอานันทมหิดล พูดถึงข้อเขียนของนักเรียนทุนอานันทมหิดลอีกคนหนึ่ง

เขียน โดย Mint Tipaluck

เมื่อ ๖ สัปดาห์ที่แล้วตอนไปซ้อมเดินริ้วขบวนเป็นครั้งแรก ได้รู้จักรุ่นพี่ทุนอานันทมหิดลชื่อ ปัญญา พี่ปัญญาเพิ่งจะกลับไทยได้ประมาณ ๓ เดือน กำลังรอบรรจุเข้ากรมประมง ภรรยาพี่เขาทำงานอยู่ที่เวชศาสตร์เขตร้อน มหิดล พี่เขาเลยขอติดรถเรากลับมาด้วยหลายๆครั้ง เราคุยกันสัพเพเหระทั้งเรื่องกรุงเทพฯ รถติด การปรับตัว จนถึงงานวิชาการ ตอนนั้นก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่พี่ปัญญาไม่เหมือนคนอื่นๆที่เราเคยรู้จัก สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยน ความเป็นสุภาพบุรุษ ความเห็นอกเห็นใจ (เวลาเราพูดอะไรเหมือนพี่เขาตั้งใจฟังมาก พูดครับ พูดจ๊ะทุกคำเลย / ในขณะที่เราก็…. พูดคะบ้างเป็นครั้งคราวถ้าจำได้ว่าต้องพูด ๕๕๕)
วันนี้ซ้อมเดินเป็นครั้งที่ ๖ แล้ว (แจ๊คพอตแดดร้อนมากมายยยย😎) พี่ปัญญาขอติดรถกลับกับเรา ก็ตามสไตล์พี่เขา ลงรถก็พูดขอบคุณประมาณ ๑๐ ครั้งได้ ๕๕๕ หลังจากที่พวกเราแยกย้ายกันกลับอาจารย์ที่ไปซ้อมเดินด้วยกันท่านหนึ่งได้แชร์ข้อเขียนที่พี่ปัญญาเคยเขียนเอาไว้ เรากลับบ้านเพิ่งจะได้อ่านเมื่อกี๊ อ่านแล้ว… น้ำตาไหล… ยิ่งอ่าน ยิ่งรู้สึกซาบซึ้ง ชื่นชม ในความพยายาม และความเป็นคนดีของพี่เขา ขอบคุณโชคชะตาจริงๆที่ได้รู้จักกับคนแบบนี้ อยากให้ทุกคนลองอ่านกันดู อ่านเสร็จแล้วลองคิดตามว่าถ้าเป็นเรา วันนี้เราจะอยู่ที่ไหน…
เราไม่ได้เป็นเพื่อนกับพี่ปัญญาทางเฟสบุ๊ค แต่อยากให้พี่รู้ว่า เราเจอคนเก่งๆมาเยอะ… แต่พี่เป็นคนแรกเลยก็ว่าได้ที่เราชื่นชมจากใจจริงๆ พี่(โคตร)เท่ห์อะ… เจอกันอาทิตย์หน้าตอนซ้อมนะ(คะ)
—————————————————–
ข้อเขียนของ ดร ปัญญา แช่ลิ้ม
ตั้งแต่เด็กจนโตผมไม่ค่อยมีทุนทรัพย์ในการเรียนสักเท่าไหร่ ที่จะเขียนโพสเพียงเพื่ออยากให้กำลังใจแก่ใครก็ตามที่แวะเข้ามาอ่านและกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการศึกษา
.
0) สมัยอนุบาลผมเป็นเด็กที่หัวช้า เรียนไม่เก่งที่สุดในห้อง จำได้ว่าขนาดเลขบวกกันธรรมดาข้อเดียว ใครทำเสร็จไปวิ่งเล่นได้ ผ่านไป 15 นาทีเด็กคนอื่นๆในห้องออกไปวิ่งเล่นหมดแล้ว เหลือแต่เด็กชายปัญญาเพียงคนเดียวที่นั่งจ๋อยอยู่บนโต๊ะจนหมดชั่วโมง สมัย ป 2 พ่อเคยถูกรรเชิญไปพบเพราะจะบอกว่าลูกชายเรียนภาษาอังกฤษห่วยเพียงใด และยังตีมือเราต่อหน้าพ่ออีกด้วย ตอนเดินกลับบ้าน นอกจากพ่อจะจูงมือกลับบ้านตามปกติแล้ว พ่อไม่โกรธเราหรือมีท่าทีผิดหวังในตัวเราแม้แต่น้อย
.
1) ผมเคยเกือบจะไม่ได้เรียนต่อ ม 1 เพราะไม่มีเงินค่าเทอม เงินค่าเทอมสมัยนั้น 800 บาท แต่ในกระป๋องที่ขายขนมได้วันนั้นคือ 300 บาท ผมคอตกเลยครับ สุดท้ายแม่ผมเป็นฮีโร่ วิ่งเข้าไปยืมเงินในตลาดจนได้มา 800 บาทจริงๆ ใส่ในมือผมให้รีบไปจ่ายค่าเทอมที่โรงเรียน
.
2) สมัย ม 1 จน ม 6 ปกตินอนเกือบเที่ยงคืนและตื่นราวตีสี่ทุกวัน เนื่องจากครอบครัวเลี้ยงปากท้องด้วยการขายขนมข้างถนน ที่นอนน้อยเพราะต้องช่วยที่บ้านทำขนมขาย เลิกเรียนต้องไปรีบกลับบ้าน ไปรับแม่ที่ตลาด ช่วยหิ้วของกลับบ้านเพราะแม่มือไม่ดี โดนรถสิบล้อชนจนเส้นเอ็นขาดสมัยตัวเอง อยู่ ป 2 กลับถึงบ้านผมจะขูดมะพร้าว และทำอะไรๆอีกหลายอย่าง ตี่สี่จะเข็นรถไปตลาดกับพ่อไปตั้งร้าน เคยจำได้ว่ามีวันนึง แม่ตะโกนเรียกไม่ตื่น โดนแม่เอาน้ำสาดหน้า ตั้งแต่วันนั้น ได้ยินเสียงแม่เรียกจะสะดุ้ง ลงมาแทบไม่ทัน แต่แม่นึกเสียใจถึงทุกวันนี้ที่สาดน้ำใส่หน้า ในขณะที่ลูกชายหัวเราะ ขำอดีตสมัยก่อน
.
3) สมัยเรียนวิทยาศาสตร์ ม 2 ผมสอบ pretest ได้ที่โหล่ของห้อง ได้คะแนน 3 คะแนนจาก 30…ครูเดินมาบอกว่าไม่เป็นไร แค่ pretest เอง ผมจึงตั้งใจอ่านหนังสือ ตั้งใจชนิดที่เรียกว่าอ่านไปเลยสิบรอบ อ่านเข้าไป สอบกลางภาคอีกครั้ง ได้คะแนนสูงสุดในห้อง 29.5 เต็ม 30 และนั่นคือบทเรียนครั้งที่สองในชีวิตที่ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องมาพร่ำสอน (ครั้งแรกคือเพลงชาติ)
.
4) คนเราจะเข้มแข็งขึ้นเมื่อมีแรงบันดาลใจและมีความตั้งใจที่จะทำอะไรเพื่อใครสักคน ผมในวัย ม 3 คิดว่าจะตั้งใจเรียนเพื่อพ่อแม่ เพราะเห็นแก่ความลำบากของพ่อแม่ที่ทำงานหนักส่งเสียเลี้ยงดูตัวเอง จึงตั้งใจเรียนถึงขึ้นที่ว่าอดหลับอดนอนหลายคืน เพื่อจะได้อ่านหนังสือเพราะอยากสอบได้ที่ 1 ของห้องเพียงแค่สักครั้งก็ยังดี ผลคือเทอมแรก ได้ที่ 2 และ เทอมสอง ได้ที่ 1 …..
.
5) ผมได้รับความอนุเคราะห์จากรพจุฬาลงกรณ์ และโบสถ์พระมหาไถ่ ในการศึกษาเล่าเรียนจน จบ ม.6 นอกจากนี้ยังมีผู้มีพระคุณอีกมากมายที่ไม่อาจจะเอ่ยชื่อได้ครบในโรงเรียน @พระโขนงพิทยาลัย คุณคิดดูครับ ในช่วงหนึ่งที่ตรงถนนที่เราไปขายขนมซ่อมแซม ไม่มีใครผ่านไปมาแถวนั้น ผมขายขนมไม่ได้เลย สุดท้ายผมเอาขนมเป็นร้อยๆห่อไปขายที่ โรงเรียน อาจารย์หมวดภาษาไทย อ พิกุล ภพพินิจและหลายท่านสงสาร จึงเอาไปข่วยขายในห้องเรียนที่อาจารย์แต่ละท่านสอนโดยบอกเด็กว่าถ้าซื้อขนมที่เอามาขายจะอนุญาตให้กินในห้องเรียนได้ ตอนเย็นจึงไปรับเงินกลับบ้านไปให้แม่ ทำแบบนี้เป็นอาทิตย์จนถนนซ่อมเสร็จ ครอบครัวผมจึงเอาชีวิตรอดไปได้
.
6) ผมเอ็นติดคณะประมง แต่ไม่มีเงินเล่าเรียน จึงเดินทางไปคณะประมง มก บอกกับคณะว่า สวัสดีผมชื่อปัญญาครับ ผมเอ็นติดคณะครับ แต่ผมไม่มีเงินเรียน จะให้ผมเรียนได้ไหมครับ ในตอนนั้นพี่เค้างง จึงไปตาม รศ ประไพสิริ สิริกาญจน มา อาจารย์ถามว่าเธอเป็นใคร มาจากไหน ทำไมไม่มีเงินเรียน จนคุยเสร็จอาจารย์ประไพสิริ บอกว่าเราจะช่วยเธอแต่รับปากอาจารย์สามข้อได้ไหมว่าเธอจะขยันตั้งใจเรียน จะซื่อสัตย์ และกตัญญู ผมรับปาก อาจารย์ประไพสิริจึงบอกว่าให้เธอกลับบ้านไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ วันรุ่งขึ้นผมมามีชุดนิสิต รองเท้า ปากกา สมุด กระเป๋า ถุงเท้าวางรออยู่ อาจารย์ให้ไปสมัครกองทุนกู้ยืม และที่สำคัญคือน้าเล็ก บาร์ใหม่ ผู้ใจบุญที่สุดในสามโลก น้าเล็กให้ผมทานอาหารฟรีที่ร้านสามมื้อตลอด 4 ปี…..
.
7) ผมเป็นคนเรียนหนังสือไม่เก่งแต่ผมมีความตั้งใจ ตั้งใจที่จะทำเพื่อพ่อแม่ ยิ่งตอนนั้นคุณพ่อเสีย ความตั้งใจยิ่งเพิ่มพูนเพราะไม่อยากให้พ่อเป็นห่วง ผมนอน 6 โมงเย็น ตื่นเที่ยงคืนทุกวัน ไป ศร 3 ไปอ่านหนังสือตั้งแต่วันแรกๆที่เริ่มเปิดภาคเรียนจนถึงเช้า ไปอ่านจนยุงกัดเป็นไข้เลือดออก ไปจนหมา ศร 3 จำหน้าได้ จำได้ว่าเคยอ่านเคมีทั่วไป อ่านจนเหนื่อยไปนอนที่พื้น บางวันตื่นขึ้นมามียากันยุงวางไว้ ไม่รู้ใคร สงสัยจะสงสาร บางวันนอนตื่นมา มีหมามานอนด้วยหลายตัว หายเหงาเลย
.
8 )หลังจากเรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลไปเรียนต่อด้านการปรับปรุงพันธุ์สัตว์น้ำที่ต่างประเทศแล้ว ความรู้ที่ต่างประเทศไปไกลกว่าบ้านเรามาก พื้นฐานที่เรามีขนาดว่าที่ไทยก็ตั้งใจเรียนมากแล้วยังไม่เพียงพอเลย ต้องเรียนและใช้เวลากับการอ่านหนังสือหนักมากจนแทบแย่ สุดท้ายก็สามารถจบโทเอกได้ตามกำหนดเวลาของหลักสูตรด้วยเปเปอร์ 5 เปเปอร์ และวิทยานิพนธ์อีกสามเล่ม อาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่าคุณเปลี่ยนไปมากจากวันแรกที่มายังดูเหมือนเป็นเด็กน้อย ภาษาก็ไม่ดีพอ ดูคุณวันนี้สิพัฒนาการของคุณยอดเยี่ยมมาก
.
9) เรียกได้ว่าเป็นคนไทยคนเดียวที่เขียน proposal postdoc ด้วยตัวเองเพื่อชิงทุนจากรัฐบาลนอร์เวย์ และชนะได้สองทุน ทั้งทุนวิจัยและทุนเดินทางไปทำงานวิจัยต่างประเทศ ในช่วงpostdoc ผมมีงานวิจัยทั้งที่อยู่ในรูปแบบ full publication และบทคัดย่อ มากกว่า 20 ชิ้น ผมทำงานวิจัยหนักมากจนก่อนกลับแม้นจะมีตำแหน่งประจำรออยู่ที่นอร์เวย์ และเงินทุนวิจัยอีก 36 ล้านบาทไทยรออยู่ผมเลือกที่จะกลับประเทศไทย เพราะผมต้องการเอาความรู้ความสามารถมาพัฒนาประเทศ
.
กว่าจะมาเป็นผม ดร.ปัญญา ในวันนี้ ผมผ่านอุปสรรคมากมายแต่ที่ผ่านมาได้เพราะมีคนมากมายที่ไม่สามารถเอ่ยชื่อได้ครบช่วยเหลือเรา แต่ก่อนที่เค้าจะเข้ามาช่วยสิ่งแรกที่เราต้องทำคือ เพียรพยายามทำด้วยตัวเองโดยนึกถึงความลำบากของพ่อแม่เอาไว้ให้มาก นั่นล่ะคือพลังของผม

ขอบคุณข้อมูลจาก Arnond Sakworawich