วันจันทร์ 18 ธันวาคม 2017
  • :
  • :
Latest Update

เมื่อ นายปรีดี พนมยงค์ ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงที่ไม่มีใครลงให้เลยแม้แต่เสียงเดียว

 

คุณสองคนนี้เรียนที่วิทยาลัย Ecole des Sciences Politiques หลักสูตร Diplome d’Etudes Supereures d’ Economic Politique เหมือนกัน คนซ้ายจบปี 2463 ส่วนคนขวาจบปี 2469

คนซ้ายกลับมาเป็นเลขานุการกระทรวงพระคลัง แล้วขยับเป็นผู้ช่วยปลัดกระทรวง ผู้รั้งปลัดกระทรวง และเป็นปลัดเต็มตัวก่อนจะลงไปเป็นอธิบดีกรมสรรพากร และกรมศุลกากร

คนขวากลับมาป็นผู้พิพากษาประจำกระทรวงยุติธรรม ก่อนจะย้ายไปเป็นผู้ช่วยเลขานุการกรมร่าง และเมื่อหันไปจับการเมืองก็ได้ดิบได้ดีเป็นเลขาโปลิตบูโร และเลขารัฐสภา ก่อนจะเผชิญวิบากกรรมจนต้องนิราศ แล้วกลับมาเป็นรัฐมนตรีล่อเป้า เมื่อเป้าถูกล่อไปแล้วก็ขยับไปเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย แล้วไปกระทรวงการต่างประเทศ และมาต่อที่กระทรวงคลัง ในระหว่างนั่งรัฐมนตรีคลังก็ไปหยิบคนซ้ายซึ่งเป็นอธิบดีกรมศุลกากรมาเป็นที่ปรึกษากระทรวงแทนฝรั่ง

คนขวาจะตั้ง state bank โดยอำพรางว่าเป็น central bank ส่วนคนซ้ายก็ยืนยันหลักการ central bank ลงท้ายมาจบกันครึ่งทางด้วยการตั้งสำนักงานกลวงๆ ที่ไม่มีอะไรชัดเจน

เมื่อญี่ปุ่นบุก ญี่ปุ่นรู้ว่าเมืองไทยยังไม่มี central bank จึงต้องการแทรกแซง นายกเลยสั่งการสายฟ้าแลบให้คนซ้ายรีบเขียน พรบ. อย่างเร่งด่วนด้วยตัวคนเดียว และต่อจากนั้นก็ให้นั่งเป็นผู้ว่าการจนจบสงครามโลก

ส่วนคนขวาเมื่อญี่ปุ่นบุก ได้โดนญี่ปุ่นเล็งเป้าจะสอย ทางฝ่ายพรรคพวกจึงช่วยกันดันขึ้นหิ้งไปเป็นผู้สำเร็จราชการ และอยู่จนตลอดสงครามโลก และได้รับเกียรติยศสูงสุดให้เป็นรัฐบุรุษอาวุโส ก่อนที่จะลดเกียรติของตนเองมาเล่นการเมือง เป็น ส.ส. อยู่ 2 สมัย สมัยแรกไปเอาโควต้าส.ส.แต่งตั้ง สมัยสองขณะที่เป็นนายกได้ลงสมัครเลือกตั้ง โดยชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงที่ไม่มีใครลงให้เลยแม้แต่เสียงเดียว ด้วยเหตุว่าเขตที่ลงไม่มีคู่แข่งลงสมัครด้วย ครั้นเมื่อได้เป็น ส.ส. เลือกตั้งสมใจแล้วก็ลาออกจากตำแหน่งนายก และต่อจากนั้นไม่นานก็เกิดการปฏิวัติรัฐบาลหุ่นเชิด(รัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์)

หลังการปฏิวัติท่านได้ลี้ภัยไปครึ่งปี ก่อนจะกลับมาทำการปฏิวัติซ้อน แต่อ่อนแอก็แพ้ไปจึงเป็นกบฏ และถูกกวาดล้างเครือข่ายจนหมดอนาคตทางการเมืองบบมืดสนิทไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดจนต้องลี้ภัยไปอยู่ปักกิ่ง และโลดแล่นอยู่ในวงวารนักปฏิวัติก้องโลก เข้าไปถ่ายรูป เข้าไปจับมือ ไม่ว่าจะเป็นประธานเหมา หรือลุงโฮ และอยู่เมืองจีนจนเข้ายุคปฏิวัติวัฒนธรรมเห็นคนจีนเขาเล่นเก้าอี้ดนตรีอยู่นานหลายปีก่อนโบกมือลาไปปารีส ใช้ชีวิตบั้นปลายตามวิถีปราชญ์ และสิ้นลมหายใจบนโต๊ะทำงานขณะที่มือยังถือปากกา…

ส่วนคนซ้าย ภายหลังสงครามโลก เป็นตัวแทนไทยไปเจรจาสันติภาพ และคืนดินแดนที่ยึดมาระหว่างสงครามเพื่อแลกกับการได้เป็นสมาชิก UN, IMF, IBRD(World Bank) และเจรจาจนได้เป็นประเทศแรกที่ได้รับเงินกู้ก้อนแรกจากธนาคารโลก ก่อนที่คุณคนซ้ายจะอำลาตำแหน่งผู้ว่าการ รัฐบาลหุ่นเชิดของคุณขวามีนโยบายขายทองคำสำรองเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ท่านผู้ว่าฯ เสนอให้ขายทองคำสำรองด้วยวิธีประมูล แต่รัฐบาลหุ่นเชิดไม่เอา รัฐบาลจะให้ขายโดยไม่มีการประมูล ลงท้ายรัฐบาลทำอะไรไม่ถูกจึงสั่งปลดกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยหมด แต่ไม่กล้าปลดผู้ว่าการ คุณคนซ้ายเลยลาออกเป็นการประท้วงซะเลย และต่อมาหลังรัฐบาลหุ่นเชิดของคุณคนขวาถูกปฏิวัติ รัฐบาลนายควงได้เชิญไปเป็นรัฐมนตรีคลัง และในระหว่างนั้นก็ได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าการองค์กรทุนระหว่างประเทศ และผู้ว่าการธนาคารระหว่างประเทศ

ต่อมาในปี 2494 UNKRA ได้เชิญคุณคนซ้ายไปเป็นที่ปรึกษาทางการคลังและเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ และในปีถัดมาก็ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี และต่อมาเมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลก่อนได้เสด็จเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2503 ขณะประทับ ณ พระราชวังเคอลูซ เมืองลิสบอน โปรตุเกส ทางเมืองไทย ฝ่ายพระองค์เจ้าวิวัฒนไชยพระหทัยหยุดเต้นเฉียบพลันและสิ้นพระชนม์ในที่สุด ความทราบฝ่าละอองธุรีพระบาท ทรงมีพระราชดำรัสว่า

“ท่านได้ช่วยเหลือฉันมากในการมาเยี่ยมต่างประเทศคราวนี้ ท่านก็ได้ทรงทราบแล้วว่าการมาเยี่ยมต่างประเทศคราวนี้เป็นผลสำเร็จและมีผลดีเพียงไร และคงพอพระทัย ฉันคิดว่าขณะสิ้นพระชนม์ท่านคงมีความสุข”

คุณคนซ้ายคือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย
คุณคนขวาคือ นายปรีดี พนมยงค์