วันพุธ 23 ตุลาคม 2019
  • :
  • :
Latest Update

ในหลวงจะปวดร้าวเพียงใดหากทรงเห็นประชาชนทำร้ายกันและกัน

วันนี้เห็นคนออกมาตะโกนเย้วๆ ว่าด่าทอกันอีกแล้ว ทั้งๆที่สงบกันมา 4 ปี พอขึ้นปีที่5 ปั้บ! ก็อึกทึกครึกโครม ด้วยเสียงแห่ง “ประชาธิปไตย”กันอีก 
มีคนบางกลุ่มพยายามออกมาชี้นำสังคมในการต่อต้าน “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ”
โดยที่พวกเขาเรียกตนเองว่า ฝ่าย “ประชาธิปไตย” แล้วเรียกอีกฝ่ายว่า “เผด็จการ”
.
แล้วพฤติกรรมก็ยิ่งซ้ำร้าย..ป้ายสีไปสู่สถาบันพระมหากษัตริย์อีกด้วย
…..
ก็นึกสงสัยว่าลืมไปแล้วหรือว่า ก่อนจะมีอยู่ ของ“คณะรักษาความสงบแห่งชาติ”เคยเกิดอะไรขึ้นบ้าง? 
.
ความขัดแย้งระหว่าง สีเสื้อที่เริ่มต้นจากการคอรัปชั่น นำไปสู่ความแตกแยกทางสังคมแบบแยกฟ้าแยกแผ่นดิน ในแผ่นดินรัชกาลที่9 นักการเมืองผู้อิจฉาตาร้อน…ในหลายๆรัฐบาล ต้องรีบ “ใส่ความ” องค์ประมุขของชาติอย่างพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงงานตลอดชีวิตของพระองค์ เพียงเพราะ… ประชาชนมองเห็น ความดีของพระองค์ มากกว่า นักการเมือง เนื่องจากเวลานั้น ยังไม่มีนักการเมืองคนใดสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ดีกว่าหรือเทียบเท่าพระเจ้าแผ่นดิน … ทั้งๆที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่มีอำนาจทางการเมือง…มีเพียงการบริหารราชการแผ่นดินผ่าน องค์กรการกุศล มูลนิธิและ การทรงงานส่วนพระองค์ แต่ความสุขก็ไปถึงทุกหย่อมหญ้า… ณ ที่แห่งใดที่ท่านเสด็จ ล้วนมีความเจริญเกิดขึ้น โรงเรียน และองค์กรในพระบรมราชูปถัมถ์ เกิดขึ้นมากมายเพื่อช่วยเหลือ ราษฎรทั้งในเมืองและนอกเมือง … แม้ ชนชาติพันธ์กลุ่มเล็ก ชายขอบประเทศ พระองค์ก็ทรงเสด็จไปถึง …


.
พระองค์ทรงเลือกที่ ช่วยเหลือ ชาวม้ง และอีกหลายชาติพันธ์บนเทือกเขาสูงที่บาดเจ็บล้มตาย จากการทำสงครามฝิ่น … ด้วยการผลักดันให้ พวก เขาหันมาปลูกพืชเมืองหนาว พระองค์คุ้มครองเขาเหมือนเป็นคนไทย และ แน่นอน ชนเผ่าทั้งหลายก็กลายเป็นคนไทย ในนิยามที่ “ไทย”ไม่มี แต่ “สยาม”มี คือความเป็นพลเมืองแผ่นดินเดียวกันภายใต้ความหลากหลายทางชาติพันธ์ ฝรั่ง แขก จีน …มาอยู่ในแผ่นดินไทยกลายเป็นคนไทยทั้งนั้น เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ก่อนรัตนโกสินทร์…

.
แม้แต่คอมมิวนิส ที่ว่าร้ายในสายตาชาติตะวันตก ยังต้องสยบต่อ องค์พระมหากษัตริย์ไทย มิใช่ด้วยการทำสงคราม…แต่ด้วยหัวใจที่พระองค์ทรงเมตตาต่อ คอมมิวนิสว่า เป็นคนไทยชาติเดียวกัน…การเข่นฆ่าไม่ใช่ทางออก แต่การใช้ความรักดูแลเอาใจใส่ตะหากที่ทำให้เอาชนะ คอมมิวนิสได้ จึงเกิดเรื่องราวของ “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย”ขึ้น
.
ข้าพเจ้าเคยพูดคิดตลกกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ว่า “ประเทศไทยนี้ดีอย่าง เรานั้นไม่บ้าอย่างแผ่นดินฝรั่งอื่นๆ… เพียงแค่คิดต่างกันก็ฆ่าแกงแย่งชิงกันเป็นใหญ่เพื่อบรรลุเป้าหมาย แต่ประเทศไทย เราเอาชนะใจกันด้วยข้าวปลาและอาหาร เรามอบความอิ่มท้องให้กัน รักกัน ดูสิ เรามี คอมมิวนิสในพระบรมราชูปถัมถ์ ก็มีมาแล้วนะ”
ให้กลับมาชมส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ คลิปนี้
https://www.youtube

ในขณะที่ส่วนราชการภายในรัฐบาลเวลานั้น กลับเฉื่อยชาไปวันๆ รัฐบาลประเทศไทยที่ไม่มีเสถียรภาพ ก็เต็มไปด้วยความขัดแย้งกันในสภา …แต่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงทำทุกอย่างเพื่อราษฎรของพระองค์อย่างแท้จริง

หากถามชนรุ่นปู่ย่าวันนี้ ก็จะทราบดีว่า พระองค์ทรงทำอะไรเพื่อบ้านเมืองบ้าง … และทำไม ประชาชนถึงทูลพระองค์ไว้กลางใจเรา

อยากให้คิดเสียนิดว่า เพลงสรรเสริญพระบารมี ทีได้สดับฟังกันเวลานี้ มิใช้เพลงที่ใช้บังคับให้เราต้องจงรักภักดีแต่อย่างใด ในทางกลับกันหากไม่มีประชาชนผู้จงรักภักดีในเวลานั้น เพลงเหล่านี้ก็ล้วนจะถูกเสนอยกเลิกไปเสียนานแล้ว ประเพณีวัฒนธรรมที่เรามีอยู่นั้นเกิดจากจิตใจอันจงรักภักดีทั้งสิ้น หากไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์และบรรพบุรุษที่กอบกู้กันมา อย่าว่าแต่ ธงและเพลงชาติไทยคงไม่ได้เป็นแบบที่เห็นนี้ บ้านเมืองเราก็คงไม่ต่างจาก ประเทศที่สูญเสียเอกราช



ปี 2553 นักการเมืองและนักเคลื่อนไหวบางฝ่ายคิดทุรยศปลุกปั่นผู้คนให้ฆ่าล้างกัน เผาทำลายบ้านเมืองที่พระองค์ทรงรักษามาตลอดชีวิต โดยอ้างว่าเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตย …การปลุกเร้าเริ่มต้นจากการปล่อยข่าวเท็จหลอกลวงให้สถาบันกษัตริย์ ตกเป็นจำเลยสังคม… ทั้งที่พระองค์ในวัยชราไม่สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกนัก นักการเมืองบางฝ่ายไม่สนใจใยดีต่อกษัตริย์นักพัฒนา …กลับกล่าวร้ายด้วยข่าวเท็จให้ร้ายองค์กษัตริย์ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความขัดแย้ง จนเกิดสงครามกลางเมืองเกิดขึ้น… 
เวลานั้น ผู้คนเดินถนนสามารถตายได้ด้วยระเบิดมือ … เด็ก ห้าขวบตายด้วยกระสุนปืนจากคนเถื่อนที่เป็นประชาชนเหมือนกันกับเขา …ประเทศลุกเป็นไฟ ประชาชนลุกมาฆ่าฟันกันเองบนท้องถนน …มีคนสะใจที่อีกฝ่ายตาย! มีนักการเมืองบางคนเสนอแบ่งแยกดินแดน! 
โชคดีทีแค่ไหนแล้วที่ความขัดแย้งทุกอย่างจบลง… ด้วยการเข้ามายุติความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่พึ่งกำเนิดมาในครั้งนั้น
.
ประเทศไทยยังเป็นไทย

ควันไฟจากความขัดแย้งของประชาชนตั้งแต่ปี 2553 -2557 นั้นซ้ำทำร้ายช่วงชีวิตสุดท้าย ของพระมหากษัตริย์ไทยให้ประชวรหนัก

.
สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ได้พระราชทานสัมภาษณ์ในรายกายวู๊ดดี้เกิดมาคุย เมื่อ 3 เม.ย. 2554 ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี มีใจความตอนหนึ่งว่า…

.
“จะเล่าไป ข้าพเจ้าเป็นคนไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง ไม่อยากพูดถึงใครว่าใครดีใครเลว ไม่รู้ เพราะไม่เคยคบนักการเมือง แต่ว่า…รู้แต่ว่า เหตุการณ์ปีที่แล้ว ที่มีการเผาบ้านเผาเมืองกัน อันนั้นนำความทุกข์มาสู่พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จฯ (สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ) เหลือเกิน พระเจ้าอยู่หัวนี่”
“จากที่ทรงหัดเดินได้น่ะ ตอนนั้นน่ะ ทรงทรุดเลย เป็นไข้ต้องให้น้ำเกลือ นอนแบ็บเลย สมเด็จฯก็เสียพระทัยมากเหลือเกิน ท่านรับสั่งว่า ‘คราวที่เราถูกเผาเมืองนั้น คือสมัยเสียกรุงต่อพม่า กรุงศรีอยุธยา แต่คราวนี้ สะเทือนใจยิ่งกว่า เพราะเป็นการที่คนไทยเผาเมืองไทยเอง”


หลายปีต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงประชวรด้วยโรคที่เกิดจากการเดินทางไปช่วยเหลือผู้คนในที่ห่างไกลด้วยพระองค์เอง และโรคชรา … ผู้คนเวลานั้นเฝ้ามองพระองค์จาก ใต้ถุนโรงพยาบาลศิริราชเพียงเพราะต้องการให้กำลังใจอยากให้พระองค์ทรงหายอาการประชวร
เสียง “เรารักในหลวง” กึกก้องทั่วแผ่นดิน


วันนั้น 13 ตุลาคม 2559 นับเป็นวันที่ ประเทศไทย สูญเสียพระมหากษัตริย์ที่ครองราชยาวนานที่สุดและเป็นที่รักของประชาชนคนไทยยิ่ง 


.
จากวันนั้นถึงวันนี้ห่างกันเพียง 3ปี เมื่อ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หมดวาระลง คนไทยจำนวนหนึ่งลุกขึ้นมา อ้างว่าเป็น “ตัวแทนแห่งประชิปไตย”ออกมาไล่ “เผด็จการ”….โดยกล่าวหาว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็น “เผด็จการ” เรียกร้องบนท้องถนนว่า “โหวดผมสิๆผมจะไปไล่เผด็จการในสภา” ผู้คนบางส่วนหลงเชื่อ โดยไม่ทันสังเกตว่าเขาเหล่านี้ ก็อยู่ในกระบวนการความขัดแย้งมาตลอดก่อน ที่จะมี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)เสียด้วยซ้ำ 
.
.
เมื่อเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร ก็ไม่ได้ มีความชัดเจนในการบริหารบ้านเมืองแต่อย่างเอาแต่พยายามแสดงลีลาต่อต้านต่อ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าเป็นเผด็จการ ลามปามไปถึงเรื่องการต่อต้าน รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ทำประชามติให้ประชาชนแสดงความเห็นชอบแล้ว

.
ซ้ำร้ายยังมีขบวนการที่ลี้ภัยไปยังต่างประเทศแล้วยังไปให้ร้าย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ตกเป็นจำเลยสังคมด้วยความเท็จ…ว่าพระองค์อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งครั้งใหม่ 
.
.
ข้าพเจ้าเห็นเรื่องเหล่านี้ในสภาพวนเวียนเป็นเหมือนประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม จากคนเดิมๆ เมื่อย้อนประวัติคนเหล่านี้ก็จะพบว่าพวกเขา ก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอดีตทั้งนั้น …การหยิบยกโจมตีสถาบันเบื้องสูงให้เป็นเหยื่อของสังคมยังคงมีอยู่ …
.
ล่าสุดพวกเขาก็ใช้ทฤษฏีการสื่อสารแบบ The Big Lie Theory กับวาทะกรรม “เผด็จการ” การตอกย้ำผ่านสื่อมวลชนที่เจาะกลุ่มไปที่คนบางรุ่น ฝังหัววาทะกรรม “เผด็จการ” ยังคงมีใช้อยู่ในปัจจุบัน 
.
มันไม่เคยเปลี่ยนแปลงวิธีการใดๆ เมื่อเทียบกับการสร้างวาทะกรรมในอดีต วาทะกรรม“เผด็จการ-ประชาชน” ไม่ต่างอะไร กับวาทะกรรม “อำมาตย์-ไพร่” เพียงแต่เปลี่ยนคำให้ทันสมัย ….ก็กลายเป็นความแตกแยกแบบเดิมๆที่ผู้คนยังวิ่งวน บนถนน วัฎจักรของความขัดแย้ง 
.
เวลานี้ใครๆก็ตามที่ออกมาแสดงออกทางการเมือง ที่จะนำไปสู่การเดินถนนครั้งใหม่ ก็หวังว่าจะเกรงใจองค์พระมหากษัตริย์ เฝ้ามองดูพวกเราอยู่ …พระองค์ จะปวดร้าวเพียงใดหากทรงเห็นประชาชนทำร้ายกันและกัน ….อีกครั้ง

ปราชญ์ สามสี