วันจันทร์ 22 มกราคม 2018
  • :
  • :
Latest Update

6 ตุลาคม ในภาพกว้าง กระฎุมพีครองโลกจนถึงปัจจุบัน

” 6 ตุลาคม ในภาพกว้าง กระฎุมพีครองโลกจนถึงปัจจุบัน”
Jeerachart Jongsomchai

… นักประวัติศาสตร์ไทยส่วนใหญ่มักจะอธิบายและตีกรอบการบอกเล่าเรื่องราวของเหตุการณ์เดือน ตุลาคม ทั้งสองครั้งในแวดวงที่แคบเกินไป จนคนไทยด้วยกันเองยังไม่เห็นภาพที่กว้าง จนนำมาซึ่งความเข้าใจผิดได้

… ในตอนนั้นภาพรวมของโลกของเกิด “สงครามเย็น” หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ผู้ชนะสงครามแบ่งแยกเป็นสองฝ่ายและเกิด “ความขัดแย้งทางแนวคิด” ที่ทั้งสองฝ่ายจึงมีแนวคิดที่ต้องการหาเพื่อน สหาย แนวร่วม ลูกน้องมาเข้าเป็นพวกมากมาย ทั้งวิธีการที่ถูกต้อง ใช้เงิน ใช้กำลังหนุนการปฏิวัติในประเทศนั้นๆเลย โดยตามเนื้อผ้าแล้ว ทั้งสองฝ่ายทั้งฝ่าย “เสรีนิยมประชาธิปไตย” ที่นำโดย “อเมริกา” และฝ่าย “สังคมนิยมคอมมิวนิสต์” ก็เลวร้ายและป่าเถื่อนพอกัน

… ทั้งสองใช้สงครามในทุกรูปแบบ ทั้งสงครามการเงิน การทหาร สงครามข่าวสาร เช่น อเมริกาสร้างข่าวลวงโลกว่าเดินทางไปดวงจันทร์ได้ เพื่อจะข่มข่าวและกลบข่าวที่รัสเซียส่งนักบินอวกาศเดินทางไปนอกโลกได้ เพื่อจะเป็นบอกกับเพื่อนที่ยังเป็นกลางอื่นๆว่า เราฝ่าย “เสรีนิยมประชาธิปไตย” นั้นทันสมัยกว่านะ หรือฝ่าย “สังคมนิยมคอมมิวนิสต์” ก็บอกว่าฝ่ายอเมริกานั้นเป็นพวกบูชานายทุน กดขี่คนจน เอาเปรียบคนจน แบ่งชนชั้นปล้นสมบัติคนจน ที่ดินของชาติไปปรนเปรอคนรวย

… ใน “อินโดจีน” ก็เป็นอีกสมรภูมิหนึ่งที่สำคัญ เพราะทั้งหมดนี้เป็นทางผ่านของช่องแคบมะละกา ทางเดินเรือสินค้าสำคัญตั้งแต่โบราณ เป็นฐานทัพทหารที่สำคัญ ที่ต้องการแย่งชิงให้ได้ และในตอนนั้นฝ่ายคอมมิวนิสต์ยึดครอง ลาว เวียตนาม กัมพูชาได้เกือบหมดแล้ว “ไทย” กำลังจะเป็นเป้าหมายที่สำคัญของฝ่ายคอมมิวนิสต์ ( ตอนนั้นก็เลวร้ายพอๆกัน ) ดังนั้นฝ่าย “อเมริกา” จึงต้องการรักษาพื้นที่เอาไว้ให้ได้นานที่สุด ไม่อยากเสียฐานทัพและประเทศนี้ไป

… ดังนั้น “อเมริกา” จึงยอมเสียอุดมการณ์ “เลือกตั้งธิปไตย” ที่ว่าผู้นำต้องมาจากการเลือกตั้ง จึงเกิดการสนับสนุนผู้นำอย่าง สลิด ทะนอม ประพาด ล้วนเป็นสมุน หุ่นเชิด ของฝ่ายอเมริกา ที่ให้งบประมาณช่วยเหลือมหาศาล จนช่วงนั้น คนไทยนิยมส่งลูกหลานให้เป็นนายร้อยและตำรวจ เพราะเงินดี จึงกลายเป็นว่า “เสรีนิยมอเมริกา” กลับสนับสนุนฝ่าย “เผด็จการทหารฟาสซิสท์” เสียเอง

… ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามนั้น “คอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” กลับส่งเสริมฝ่ายนักศึกษาและใช้เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องให้เผด็จการลงจากตำแหน่ง กลายเป็นว่า “หลังฉาก” นั้นคอมมิวนิสต์กลับส่งเสริมให้นักศึกษา เรียกร้องประชาธิปไตยเสียเอง ( หนังสือหลายเล่มของคนเดือนตุลาก็บอกได้ชัดเจน เช่นเล่มของ อ.เสกสรร ที่เขียนเรื่องราวตอนจะออกจากป่า เพราะไปเจอตอกรรมการพรรคที่เผด็จการขนาดใหญ่ที่จีนแดง เลยกระจ่างว่า จีนแดงคุมเกมการก่อการไปทั่วโลก ไม่ต่างจากอเมริกา เลวพอกัน )

… ที่เป็นเรื่องตลกไม่ออก กลับตาลปัตย์ ที่ นักศึกษาเรียกร้องประชาธิปไตยกลับได้การหนุนหลังจาก “จีนและคอมมิวนิสต์” ขณะที่ผู้นำทหารเผด็จการ กลับได้รับการสนับสนุนจากฝ่าย “เสรีนิยม(จอมปลอม) อเมริกา”

… จุดนี้อาจารย์ นักประวัติศาสตร์ไทยที่อาวุโสทั้งหลาย ไม่กล้าอธิบายให้ละเอียด เพียงเพราะว่า ครั้งหนึ่งตนเองก็เป็นหนึ่งในขบวนการเหล่านั้นด้วย

… อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือการเอาการ “ล้มเจ้า” มาเป็นเครื่องมือ

… หนึ่งในอุดมการณ์หนึ่งของ “จีนและคอมมิวนิสต์” ที่มีพรรคคอมมิวนิสต์ไทย ( ที่ส่งต่อผ่านทางคนไทยเชื้อสายจีนและเวียตนามเป็นหลัก ) ให้การหนุนหลังมานานก้คือ “การล้มระบบกษัตริย์” ( ที่เป็นสาเหตุแรกๆที่กษัตริย์สีหนุ แห่งกัมพูชาวางตัวเป็นกลาง เพราะถ้าจะเข้ากับฝ่ายคอมมิวนิสต์ จะต้องล้มล้างระบบกษัตริย์ ซึ่งในหลายประเทศก่อนระบบการล่าอาณานิคม ก็มีทั้ง กษัตริย์ที่ดีงาม และ ไม่ดีกับประชาชน )

… ประกอบกับช่วงก่อนนั้น “คนไทยเชื้อสายจีน” ที่เมื่อก่อนยังไม่กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับประเทศที่ตัวเองอยู่ ยังมีความคิดที่จะกลับไปบ้านเกิดเมืองนอน หลายคนยังไม่อยากซื้อที่ดิน สร้างหลักปักฐานในเมืองไทย และยังเอาเงินเก็บอาหารเสื้อผ้า ส่งกลับไปที่เมืองจีนแผ่นดินใหญ่ เพื่อช่วยรบกับทหารญี่ปุ่นอยู่เลย ช่วงนั้น “คอมมิวนิสต์จีน” จึงมีอิทธิพลต่อคนจีนในไทย และนักศึกษาโดยเฉพาะเชื้อสายจีนอยู่มาก ( เพิ่งจะมีมาหลังจากปี 1949 ที่รัฐบาลไทยให้เลือกเอาแค่สัญชาติเดียว ห้ามถือสองสัญชาติ )

… รัฐบาลจอมพล ป. ที่เป็นลูกเสี้ยวชาวจีน ที่กลับไม่ชอบความมีเลือดจีนในตัวเอง ได้กวาดล้างอิทธิพลจีนในไทย ทั้งโรงเรียนจีน และหนังสือพิมพ์จีน อย่างราบเรียบ จนเป็นที่ว่าของคำว่า “เรียบร้อยโรงเรียนจีน” ที่ไปกวาดล้างฆ่า จับกุมฝ่ายคอมมิวนิสต์มากมาย โดยเฉพาะ “คนไทยเชื้อสายจีน” ทำให้ฝ่ายจีนคอมมิวนิสต์ไม่ชอบเผด็จการทหารจากนั้นมา จนถึงผู้สืบทอดรุ่นต่อๆมา ( ที่ในทางจิตวิทยา อาจจะทำให้อาจารย์ไทยเชื้อสายจีนบางท่านที่พ่อแม่พี่น้องถูกจับกุมในสมัยนั้น เช่นอาจารย์ ส. อาจารย์ จ. อาจจะไม่พอใจทหารมากเป็นพิเศษ จนลืมบอกด้านร้ายของฝ่าย “เสรีนิยมจอมปลอม” นายทุนกระฎุมพี… และพาลไปหาเรื่องกับฝ่าย “เจ้า” )

… ก่อนหน้านั้น หลังการปกครอง 2475 ฝ่าย “เจ้าไทย” อำนาจหมดไปมากแล้ว เป็นแค่ระดับที่สองของ โครงสร้างอำนาจ “ศักดินา” ( ศักดินาไทย ตามหนังสือ จิตร ภูมิศักดิ ประกอบด้วย 4 ระดับคือ “เจ้า กระฎุมพี, ขุนนางอำมาตย์ ,และ ไพร่ทาส” ) “กระฏุมพี” ที่เป็น “จีน” โดยส่วนใหญ่( แขกบ้าง ) ที่ควบคุมอำนาจผ่านนักการเมืองการปกครองที่ล้มเจ้ามา หลังได้อำนาจก็แย่งกันเอง ปรีดี แตกแยกกับ ป. พิบูล จนปรีดีต้องหนีไป จีนและฝรั่งเศส และตอนหลัง อิงคนละฝ่าย ฝ่าย “กระฎุมพีจับมือกับขุนนางอำมาตย์” ครอบครองประเทศ และก็แบ่งเป็นสองกลุ่ม คือฝ่ายที่นิยม “เส” และ นิยม “ปรี” ที่เป็นเสรีไทยคนละฝั่ง ทั้งสองเป็นหุ่นเชิดให้กับ “อเมริกาและอังกฤษ” ตามลำดับ อ.ปรีนั้น นักประวัติศาสตร์ฝรั่งสมัยใหม่ บอกว่าไ้ด้รับการอุดหนุนจาก “อังกฤษ” ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475

… “สถาบันคือแพะ”

… ตอนนั้นเกิดปัญหาเศรษฐกิจมากมายก่อนทหารจะเข้ามายึดอำนาจ ทั้งๆตอนนั้นนักการเมืองที่เป็น “กระฎุมพีจับมือกับขุนนางอำมาตย์” ยึดอำนาจการเมืองไทย เศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด แต่พอเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา กลับเอาเจ้ามาเป็น “แพะ” รับบาป ดังนั้นฝ่าย “คอมมิวนิสต์” จีนสมัยนั้นจึงออกมาบอกว่า ปัญหาใหญ่ คือต้องเปลี่ยนโครงสร้างสังคมให้ได้ โดยการ “ล้มเจ้า” แต่กลับไม่มีการพูดถึง “กระฎุมพีจับมือกับขุนนางอำมาตย์” เลย เพราะว่าทางจีนแดงยังต้องอาศัยการเคลื่อนไหวของ คนไทยเชื้อสายจีน ที่เป็นพ่อค้าอยู่

… ( เปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน พม่า ลาว กัมพูชา ที่ “เจ้า” ถูกล้มไปแล้ว ตามแนวคิดของ “คอมมิวนิสต์” และทั้งหลายชาติ ไม่ได้ทำให้ประเทศดีขึ้นมาเลย บางครั้งระบบไม่ได้สำคัญกว่า “คนดีต้องมาก่อนระบบดี” ( เพราะคนดีจะสร้างระบบดีขึ้นมา แต่คนเลวจะทำลายระบบดีให้เลวลง ) เพราะปัจจุบันเพื่อนบ้านหลายคนบ่นว่า พรรคคอมมิวนิสต์ หรือ ผู้นำพวกเขานั้น “รวยกระจุก จนกระจาย” มาตลอด แย่กว่าเจ้าในหลายเรื่องด้วย )

… แม้แต่ในปัจจุบัน “ขบวนการล้มเจ้า” ก็ยังอุตส่าห์เอาเรื่อง “ล้มเจ้า” กลับมาปัดฝุ่นอีกครั้งโดยบอกว่า “เจ้า” คืออุปสรรคในการพัฒนาประเทศ แต่คราวนี้ 2016 นั้นฝ่ายล้มเจ้าได้รับการหนุนโดย “อเมริกา” เพราะเจ้าไทยทรงเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับฝ่าย “จีนใหญ่” อย่างต่อเนื่องผ่านทางสมเด็จเจ้าฟ้าหลายพระองค์ เวลาเปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นว่าตอนนี้ “จีนแดง” ได้เปลี่ยนนโยบายใหม่ ไม่ล้มเจ้าแถมค้ำจุนเจ้าไทยด้วย แต่กลายเป็นว่า “อเมริกา” กลับมาล้มเจ้าแทนผ่านนักการเมืองและนักวิชาการหลายสถาบันที่อ้างว่าทำเพื่อรากหญ้าและสอนรากหญ้าและนักศึกษาที่ไร้รากว่า เจ้าคือปัญหา แนวคิดโบราณยังใช้ได้เสมอว่ากับคนไร้ราก

… กลายเป็นเรื่องกลับตาลปัตย์กับสมัยเดือนตุลาคมหลายสิบปีก่อน

… ในตอนนั้น ประเทศเราเป็นหนึ่งในสมรภูมิ “สงครามตัวแทน” หรือ Proxy War โดยไม่รู้ตัว เราเหมือนคนในครอบครัวพ่อแม่พี่น้องทะเลาะกันเอง โดยมีมหาอำนาจหนุนหลังอยู่เงียบๆ และพวกเขาก็ใช้วิธีแบบนี้ตลอดมา แม้แต่ “สงครามเสื้อแดงเผาเมือง” นี่้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ พวกเขาเมกา ต้องการล้มเจ้า เอาเจ้ามาเป็นแพะว่าเป็นตัวขัดขวางความเจริญ โดยไม่ได้พูดถึง “กระฎุมพีจับมือกับขุนนางอำมาตย์” ที่ครอบครองอำนาจเลยแม้แต่น้อย

… “กระฎุมพีนายทุนใหญ่ครองโลก” … เพราะอะไร หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลง “เจ้า” ในยุโรหายสาปสูญไปจากการหนุนหลังของนายทุนยิวในยุโรป ราชวงศ์ฮับเบิร์ก หรือ เจ้าในฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย หายไป “กระฎมพี” โดยเฉพาะตระกูลใหญ่ๆของโลกอย่าง ร็อธไชลด์ วอร์เบิร์ก ร็อกกี้เฟลเลอร์ เข้ามาครอบครองอำนาจแทน โดยเฉพาะ “การเงินโลก” ตามแนวคิดนโยบาย “ฉันทามติวอชิงตัน” ในช่วงปี 1960s ที่สรุปสั้นๆง่ายๆได้ว่า “รัฐบาลปกครองประเทศและชาวบ้าน แต่กระฎุมพีนายทุนใหญ่จะปกครองชักใยรัฐบาลอีกที” ( แบบที่หนังเรื่อง “อวาตาร์” ต้องการบอก )

… ตั้งแต่หลังสงครามเย็นจบ มีการพัฒนาเชื่อมโยงเครือข่ายนายทุนกระฎุมพีขนาดใหญ่ไปทั่วโลก จนถึงในตอนนี้แยกเป็นสองเครือข่าย คือฝ่าย “อเมริกา” และลูกสมุน อังกฤษ อียู ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอีกฝ่าย นำโดย “จีน” กลุ่ม บริกส์ รัสเซีย อินเดีย บราซิล ที่ต่างก็ต่อสู้กันในทุกสมรภูมิ และก็กำลังจะเกิด “สงครามเย็นใหม่” รวมทั้ง “สงครามตัวแทนใหม่” ในหลายๆประเทศทั่วโลก

… เราคนไทยได้เรียนรู้ความเจ็บปวด ความสูญเสียจากเหตุการณ์เดือนตุลาคม ในอดีตมาแล้ว ที่เกิดจากการที่มหาอำนาจหลอกใช้พ่อแม่พี่น้องฆ่ากันเอง เราต้องพยายามรักกันไว้ อย่าทะเลาะรบราฆ่าฟันกันเอง

… “คุกตรวลสะลายแอง” ในพนมเปญ กัมพูชา สมัยทุ่งสังหาร เป็นบทเรียนสอนทั่วโลกได้ดีว่า “คนดีมาก่อนระบบดี” เพราะคนดีจะสร้างระบบดีขึ้นมาจากกองเถ้าถ่าน ขณะที่ถ้าคนเลวปกครองพวกเขาจะใช้ระบบดีทำความเลวสร้างผลประโยชน์ให้แก่ตัวเองและพวกพ้อง และจะทำลายระบบที่ดีเป็นกองเถ้าถ่านไปในที่สุด และที่สำคัญที่สุด คุกนี้สอนเราว่า “ชีวิตคนเราสำคัญมากกว่าแนวคิดที่ต่างกัน”