วันอาทิตย์ 22 กรกฎาคม 2018
  • :
  • :
Latest Update

The Newyork Times ชี้-ทรัมป์ตัดสินใจพลาดอย่างใหญ่หลวง กรณีเยรูซาเลม

 

The Newyork Times: ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า คณะบริหารงานของเขา ขณะนี้ได้ทุบทำลาย นโยบายเกือบ 70 ปีของสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ และริเริ่มความขัดแย้งรุนแรงกับประชาคมระหว่างประเทศ โดยการประกาศยอมรับกรุงเยรูซาเล็ม ให้เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล
การตัดสินใจครังนี้ จะถูกตีความโดยชาวปาเลสไตน์อาหรับ และประชากรที่เหลือของโลกในฐานะประเด็นยั่วยุหลัก ที่จะก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ไม่อาจแก้ไขได้ต่อแผนการของนายทรัมป์เอง เพื่อจัดการเรื่องสันติภาพในตะวันออกกลาง เช่นเดียวกับความพยายามใดๆก็ตามของคณะบริหารสหรัฐฯในอนาคต นอกจากนี้ มันยังจะเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศสหรัฐอเมริกาเองด้วย ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯจึงควรพิจารณาการตัดสินใจนี้อีกครั้ง และโดยทันที

นับตั้งแต่ที่อิสราเอลได้รับการสถาปนาขึ้นในปี 1948 เหตุการณ์ที่ทำให้ชาวปาเลสไตน์เหลือพื้นที่ของตัวเองในประเทศเพียง22% คือฉนวนกาซ่า และเวสท์แบงก์ – องค์การสหประชาชาติและสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ต่างก็ปฏิเสธที่จะยอมรับอธิปไตยของประเทศใดๆ ในกรุงเยรูซาเล็ม เยรูซาเลมจึงตกอยู่ภายใต้การดูแลของนานาชาติ ทั้งนี้ เป็นเพราะ กรุงเยรูซาเลมมีสถานภาพพิเศษ อันเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ ของทั้งสามศาสนา คือ จูดาห์ (ยิว) คริสต์ และอิสลาม ที่มีรากเหง้าเดียวกันมาจากศาสดาที่สำคัญคือ อับราฮัม

เยรูซาเลมแบ่งออกเป็น2ส่วน เยรูซาเลมตะวันตก และเยรูซาเลมตะวันออก อิสราเอลยึดเยรูซาเลมตะวันตกในปี1948 หลังทำสงครามชนะอาหรับ และจากนั้นอิสราเอลยึดเยรูซาเลมตะวันออกในปี1967 หลังทำสงครามชนะอิยิปต์ ซีเรีย จอร์แดน

ตั้งแต่อิสราเอลเข้ายึดครองเยรูซาเลมตะวันออกในปี 1967 เมื่อช่วงสงครามอาหรับ – อิสราเอล สหรัฐอเมริกาและประชาคมระหว่างประเทศ ได้ปฏิเสธความพยายามที่ผิดกฎหมายของอิสราเอล ในการเข้ายึดครอง และแสวงหาอำนาจควบคุมเหนือเยรูซาเลมทั้งหมด โดยการขยายขอบเขต การผนวกรวม และตั้งถิ่นฐานบนแผ่นดินปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง ในปีเดียวกันนี่เอง ที่อิสราเอลยึดทั้งฉนวนกาซ่า และเวสท์แบงก์ ทำให้ชาวปาเลสไตน์เดินทางไปมาไม่สะดวก หากไม่ได้รับใบอนุญาติผ่านด่าน

แม้ว่าอิสราเอลจะยึดนครเยรูซาเลมได้ทั้งหมด แต่นานาชาติไม่รับรอง แม้แต่สหรัฐก็ไม่รับรอง เพราะคนพื้นเมืองคือชาวปาเลสไตน์ต้องการรักษาเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของตัวเอง แผนสันติภาพระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ คือให้อิสราเอลยึดเยรูซาเลมตะวันตกเป็นเมืองหลวง ส่วนปาเลสไตน์ได้เยรูซาเลมตะวันออกเป็นเมืองหลวง

ในปี 1980 อิสราเอลได้ออกกฎหมาย Jerusalem Law โดยประกาศว่า เยรูซาเลมที่เป็นเอกภาพ เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล อย่างไรก็ตาม นานาชาติไม่ยอมรับสิ่งนี้ UN โหวตว่า อิสราเอลทำผิดกฎหมาย และไม่มีชาติใดยอมรับว่าเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล ด้วยเหตุนี้ประเทศต่างๆจึงตั้งสถานทูตของตัวเองที่เมืองเทล อาวีฟ รวมถึงสหรัฐฯด้วย

ด้วยกับการประกาศยอมรับให้กรุงเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงเมื่อไม่นานมานี้ ทรัมป์ได้ทำให้การกระทำผิดทางกฏหมายของอิสราเอล เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และได้ส่งสาส์นที่สื่อว่า สหรัฐฯไม่ได้ให้ความสำคัญไปยังอนุสัญญา หรือข้อบังคับระหว่างประเทศอีกต่อไป ทว่าอำนาจ และอิทธิพลต่างหาก ที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่า ความยุติธรรมและกฎหมาย

บางทีนี่ไม่ควรเป็นเรื่องน่าแปลกใจ เพราะสมาชิกของรัฐบาลที่แข็งกร้าวของอิสราเอล ต่างก็มีความสุขใจ ภายหลังจากผลการเลือกตั้งของนายทรัมป์ ขึ้นเป็นประธานาธิปดีสหรัฐฯ โดยเชื่อว่า พวกเขาจะได้รับสิทธิเต็มที่ในการเร่งการขยายการตั้งถิ่นฐาน ประธานาธิบดีทรัมป์ เลือกลูกเขยของเขา Jared Kushner มาเป็นผู้นำความพยายามของคณะบริหาร ในการสร้างสันติภาพ อิสราเอลและปาเลสไตน์ และแต่งตั้ง David Friedman ให้เป็นทูตอิสราเอล ทั้งสองคนมีความเกี่ยวพันกับขบวนการตั้งถิ่นฐานของอิสราเอล ส่งเสริมผู้ตั้งถิ่นฐานและผู้สนับสนุนในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี เบนจามินนาทานนาฮู ของอิสราเอล อันที่จริงอิสราเอลได้ขยายการตั้งถิ่นฐานมาอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านๆมา

ด้วยการยกย่องเยรูซาเลมให้เป็นเมืองหลวง ทรัมป์กำลังมอบสิทธิเสรีภาพให้แก่อิสราเอล เพื่อเร่งนโยบายของตน ในการผนวกดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง และในความพยายาม เพื่อลบล้างประวัติศาสตร์ทางการเมือง วัฒนธรรมและประชากรชาวปาเลสไตน์บนหน้าประวัติศาสตร์

สิ่งนี้ ถือเป็นการให้สัญญาณไฟเขียว แก่เจ้าหน้าที่อิสราเอล กระทำการละเมิดสิทธิ และใช้ความรุนแรงต่อชาวปาเลสไตน์ภายในตัวเมือง นั่นหมายความว่า ที่อยู่อาศัยของชาวปาเลสไตน์จะยิ่งถูกทำลายมากขึ้น และจำนวนคนไร้บ้านจากสมาชิกครอบครัวชาวปาเลสไตน์ก็จะเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน (นับตั้งแต่ที่อิสราเอลครอบครองเยรูซาเล็มตะวันออกในปี 1967 เจ้าหน้าที่อิสราเอลได้ทำลายบ้านเรือนของชาวปาเลสไตน์ไปแล้วประมาณ 20,000 แห่ง ภายในเมือง ตามที่ระบุโดยองค์การสหประชาชาติ) นอกจากนี้ ยังหมายถึง ที่ดินปาเลสไตน์จะถูกขโมยและริดรอนมากขึ้น สำหรับนำไปใช้สร้างถิ่นฐานให้แก่ชาวอิสราเอล และชาวปาเลสไตน์ที่อยู่ในเยรูซาเลม ก็จะไร้สิทธิเพื่ออยู่อาศัยในเมืองที่พวกเขาเกิดและเติบโตขึ้น ขณะเดียวกันที่ครอบครัวของพวกเขายังคงถูกเพิกถอนสิทธิมนุษยชนต่างๆ อย่างที่อิสราเอลได้กระทำกับชาวปาเลสไตน์มาแล้วมากกว่า 14,000 ราย ตั้งแต่ปี 1967 ตามที่ระบุโดยกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างๆ และสิ่งนี้ จะเป็นดั่งเชื้อเพลิงโหมกระพือการเรียกร้อง จากอิสราเอลฝ่ายขวา รวมทั้งสมาชิกของรัฐบาลเนทันยาฮู ในความต้องการผนวกส่วนต่าง ๆ หรือทั้งหมดของเขตเวสต์แบงก์ร่วมกับรัฐอิสราเอล: ท้ายที่สุดแล้ว ในเมื่อสหรัฐอเมริกาให้การรับรองการผนวกกรุงเยรูซาเล็มเป็นของรัฐอิสราเอล แล้วจะมีเหตุผลใดอีกมาหยุดไม่ให้ฝ่ายขวาของอิสราเอลเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่ง พวกเขาคงจะสามารถยึดครองเมืองอื่นๆที่มิใช่แค่ในเขตความขัดแย้งตรงนี้ เพื่อกอบโกยและขยายดินแดนเพิ่มเติม?

นอกจากนี้ การยอมรับให้กรุงเยรูซาเล็มเป็นส่วนหนึ่งของรัฐอิสราเอล อาจเป็นการกระตุ้นส่งเสริมชาวเมซานิก ยิวหัวรุนแรงบางคน – ผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลอิสราเอล- ซึ่งต้องการสร้างวิหารของชาวยิวในเขตโดมทองแห่งเยรูซาเลม ที่ตั้งเด่นอยู่บนเนินที่เรียกว่าเท็มเพิลเมานท์ โดยชาวมุสลิมเรียกว่า “Noble Sanctuary” ในเมืองเก่าของเยรูซาเลมตะวันออก อันเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาที่มีความอ่อนไหวที่สุดในโลก เพราะเป็นศาสนสถานที่สำคัญเป็นอย่างมากของสามศาสนาที่ยิ่งใหญ คือ อิสลาม คริสต์ และจูดาห์ มันจึงมีความเป็นไปได้สูง ที่ความเคลื่อนไหวของทรัมป์ในประเด็นดังกล่าว อาจนำไปสู่ความโกลาหล และการลุกฮือที่ยิ่งใหญ่ภายในภูมิภาคตะวันออกกลาง ด้วยกับผลพวงที่มิอาจคาดคะเนได้ตามมา

การประกาศของทรัมป์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ถือเป็นการยุติความใฝ่ฝันของ “ทางแก้สองรัฐ” (two-state solution) อันเกี่ยวข้องกับการสถาปนารัฐปาเลสไตน์เอกราชขึ้นคู่กับรัฐอิสราเอล ซึ่งได้รับการสนับสนุนเป็นเวลาหลายปี- เป็นระยะเวลาผ่านไปนานกว่า 25 ปี ที่สิ่งนี้เป็นเป้าหมายที่เป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐฯ หากว่า กรุงเยรูซาเล็มทั้งหมดกลายเป็นของอิสราเอล เยรูซาเล็มตะวันออกก็ไม่อาจเป็นเมืองหลวงของรัฐปาเลสไตน์อีกต่อไป สิ่งนี้ส่งผลทำให้แนวคิดเพื่อให้สองรัฐดำรงอยู่คียงข้างกันได้ เป็นอันต้องดับสลายไปด้วย

ถ้าเหตุผลนี้ ยังคงไม่มีน้ำหนักพอจะโน้มน้าวให้นายทรัมป์เปลี่ยนความคิดของเขา อย่างน้อย เขาก็ควรจะฟังคำแนะนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเขาเอง นาย James Mattis ในปี 2013 ขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยบัญชาการกลางของสหรัฐฯ ซึ่งดูแลการดำเนินงานทางทหารของอเมริกาในตะวันออกกลาง กล่าวว่า เขา “จ่ายราคาค่ารักษาความปลอดภัยสำหรับทหารทุกวัน” เนื่องจาก สหรัฐฯ “ถูกมองว่าลำเอียง จากการให้การสนับสนุนรัฐอิสราเอล” ดังนี้แล้ว การประกาศให้กรุงเยรูซาเลม เป็นเมืองหลวงของประเทศอิสราเอล โดยสหรัฐฯ ทำให้ปัญหานี้ทวีความรุนแรงมากขึ้น

มันเป็นความหวังของเรา ที่สิทธิและเสียงของชาวปาเลสไตน์อาจมีชัยเหนือการถูกกดขี่ และสหรัฐฯจะละเว้นการกระทำใด ๆก็ตาม ที่จะบ่อนทำลายความมั่นคงในตะวันออกกลางต่อไป หากทรัมป์ปราถนาที่จะคว้าโอกาสในการสร้างสันติภาพ เขาจำเป็นต้องถอนคืนการตัดสินใจของเขา กรณียกกรุงเยรูซาเลมให้อิสราเอลในทันที