วันเสาร์ 16 ธันวาคม 2017
  • :
  • :

‘ที่อยู่-ที่หาย’ หมุด ‘ลานพระรูป’ – เปลว สีเงิน

ไปไหว้พระวัน-สองวัน กลับมา เห็นนักศึกษา ๒-๓ คน ยืนชูป้าย “หมุดฯ หายไปไหน”

ก็สงสาร………..

อยากให้พวกเธอกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ แล้วใช้ปัญญาวิเคราะห์

อย่าใช้เท้าแทนสมอง แบบพวก “ม็อบวางบิล”

เอะอะชูป้าย แจ้งตำรวจ อย่างเมื่อวาน (๑๖ เม.ย.๖๐)

“ช่วยติดตามหมุดคณะราษฎร สัญลักษณ์เหตุการณ์อภิวัฒน์สยาม ๒๔๗๕ ที่อยู่บริเวณลานหน้าพระบรมรูปทรงม้าที่หายไป”

ควรต้องทราบก่อนว่า……….

“ลานพระบรมรูปทรงม้า” นั้น จากอดีต ตราบปัจจุบัน ยันอนาคต ไม่ใช่พื้นที่สาธารณะ หากแต่เป็น “ลานพระราชวังดุสิต”

และนั่นคือ “เขตพระราชฐาน”!

ด้วยความเป็นนิสิต-นักศึกษา ในชั้นแห่งปัญญากรอง ย่อมทราบถึงกรอบ-ขอบเขต ระหว่าง “พื้นที่สาธารณะ” กับ “เขตพระราชฐาน”

อะไรที่เกินไป ก็ไม่ดี, อะไรที่ขาดไป ก็ไม่ดี, อะไรที่พอดีๆ กอปรด้วย เงื่อนไขแห่งการณ์ แห่งเวลา และแห่งบุคคล

จะดี-ไม่ดี นั่นเรื่องหนึ่ง …………..

แต่จะ “เป็นคุณ” ทั้งตัวเองและสถานการณ์รวมสถานเดียว!

หมุดฯ นั่นน่ะ แค่ทองเหลือง จะเอาซักกี่กิโลล่ะ?

แต่ “ก่อนเป็นหมุด” มีความเป็นมาอย่างไร อยากให้อ่านหนังสือซัก ๔-๕ เล่มก่อน

แล้วคำบอกเล่าของคน “ในเหตุการณ์จริง” จะสะท้อนผ่านมโนธรรมสำนึกออกมาเอง ว่า

ควรร้องถาม “หมุดฯ หายไปไหน”?

หรือควรร้องถาม “ปล่อยให้อัปลักษณ์สยามนี้ปักอยู่ได้อย่างไร?”

ลองไปหาอ่านนะครับ………..

-กบฏ ร.ศ.๑๓๐ ของ เหรียญ ศรีจันทร์-ร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์

-เปิดวังปารุสก์ พระนิพนธ์ในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

-”เจ้าชีวิต” พระนิพนธ์ในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

-จากพระยายมราช ถึงสุขุมวิท โดย ประสงค์ สุขุม

-”ทำเป็นธรรม” ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

-ไปเมืองนอกครั้งแรก ร.ศ.๑๑๘ พระนิพนธ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร เรียบเรียงโดย ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต และ

-เบื้องแรกประชาธิปตัย รวบรวมโดยสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย

หนังสือ “เบื้องแรกประชาธิปตัย” เล่มนี้แหละ ……….

ขอแนะนำเป็น “ภาคบังคับเลย” ว่า ต้องไปหามาอ่านกันให้ได้

เป็นหนังสือเก่า ที่นักข่าว ยุค ๑๔ ตุลา ๑๖ ไปสัมภาษณ์ “ตัวบุคคล” ร่วมก่อการ ๒๔๗๕ ที่มีชีวิตอยู่ แล้ว “ผอ.กำพล วัชรพล” แห่งไทยรัฐ ออกทุนพิมพ์เผยแพร่

เป็นการ “ชำระประวัติศาสตร์ ๒๔๗๕ จากตัว ‘ผู้ก่อการ’ โดยตรง”!

โดยเฉพาะ “นายปรีดี พนมยงค์” และ “พลโท ประยูร ภมรมนตรี”

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ นั้น …………

๒ คนนี้แหละ รู้กันไว้เถอะ “ต้นคิดก่อการ” ก่อนขยายไปสู่ ๗ คณะผู้ก่อการ!

ก็พอดีจังหวะ ผู้บริหารสมาคมนักข่าวปัจจุบัน นำกลับมาพิมพ์เผยแพร่ยังเหลืออยู่หรือเปล่าไม่ทราบนะ

ไปถามหาที่สมาคมนักข่าว หน้า รพ.วชิระ สามเสน เอาเองละกัน!

ที่สำคัญสูงสุด นอกจากบทสัมภาษณ์-บทบันทึก “๒ ต้นคิด” คณะก่อการนี้แล้ว ….

“สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี” พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ พระราชทานพระราชวโรกาส

ให้คณะกรรมการสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยยุคนั้นเข้าเฝ้าฯ และทรงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นพระราชทาน

และยังพระราชทาน “พระราชบันทึก” อันเป็นประวัติศาสตร์ที่ใครก็บิดเบือนไม่ได้แก่คณะกรรมการสมาคมฯ เพื่อเผยแพร่ด้วย

“จอมพล ป.เคยมาเฝ้า เขาพูดว่า อยากจะล้างบาป เพราะทำกับท่าน (พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗-เปลว) ไว้มากเหลือเกิน จากนั้นแล้วก็เลยไปสร้างโรงพยาบาลพระปกเกล้าไว้ให้ที่จันทบุรี ดูเหมือนจะสร้างไปทั้งหมด ๕ ล้านบาท”

สมเด็จฯ ทรงเล่าและทรงเท้าความย้อนไปก่อนที่จะเสด็จฯ กลับ (จากอังกฤษ) ว่า

“หลวงประดิษฐ์มนูธรรม พระยามานวราชเสวี เคยไปขอเข้าเฝ้าฯ บอกว่า ข้าพระพุทธเจ้าตอนนั้นยังเด็ก คิดอะไรหัวมันรุนแรงเกินไป ไม่นึกว่าจะลำบากยากเย็นถึงเพียงนี้ ถ้ารู้ยังงี้ ก็ไม่ทำ”

นี่แค่ตัวอย่าง จากหนังสือเบื้องแรกประชาธิปตัย แค่ ๒-๓ บรรทัด ยังขนาดนี้

การเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร พูดกันแต่ปรีดี..ปรีดี..แต่อีกคนต้นคิดแต่แรกเริ่มที่ฝรั่งเศส และไม่มีใครพูดถึงเลย คือ

“พลโทประยูร ภมรมนตรี”!

คนนี้น่าศึกษา มารดาเป็นชาวเยอรมัน พ่อแม่นำเข้าถวายตัวเป็นข้าหลวงในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต แต่เล็ก

ไปเรียนฝรั่งเศส เจอกับนายปรีดี ก็ร่วมกันคิดก่อการ ใช้ที่พักกับบ้านพระยาทรงสุรเดช เป็นแหล่งวางแผน

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ คนที่ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต” ขุนมากับมือ

เมื่อ ๒๔ มิถุนา ๗๕ “พล.ท.ประยูร” นี้แหละ………..

เป็นผู้ควบคุมตัว “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต”

พูดตรงๆ คือ “จับตัว” ไปที่พระที่นั่งอนันตสมาคม!

พล.ท.ประยูรเขียนบันทึกเป็นการแถลงข้อเท็จจริงถึงเบื้องหน้า-เบื้องหลังด้วยตัวท่าน มอบให้คณะกรรมการสมาคมนักข่าวฯ ผมจะยกบางตอนมาเป็นตัวอย่าง

“……….ข้อสังเกตที่เกี่ยวกับการหาความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการให้ความคิดในการดำเนินการยึดอำนาจการปกครองนั้น

การค้นหาความรู้ไปได้ไม่เท่าไหร่ คุณหลวงประดิษฐ์ฯ (ปรีดี พนมยงค์) ก็ได้ก่อกรรมวิบากขึ้นในการพาข้าพเจ้าเข้าไปในข่ายคอมมูนิสต์ คือหนังสือพิมพ์คอมมูนิสต์ ห้องสมุดคอมมูนิสต์ และที่ประชุมคอมมูนิสต์ ซึ่งไม่นานนัก ตำรวจฝรั่งเศสก็เริ่มสนใจติดตามและรายงานพฤติการณ์ต่างๆ ของเราให้สถานทูตไทยในกรุงปารีสทราบ………..”

อีกตอนหนึ่งของคำตอบ ทำไมหมุดจึงตอกที่ลานพระรูป?

การดำเนินการยึดอำนาจได้กระทำกันในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและแม่ทัพนายกองชั้นผู้ใหญ่ออกจากพระนครไปดูการซ้อมยิงปืนที่หัวหิน

การดำเนินการยึดอำนาจทำเป็นสองขั้นตามแผนฟ้าแลบของ พ.อ.พระยาทรงสุรเดช เสนาธิการเยอรมัน

ขั้นแรก คือ ล่อให้หน่วยทหารมาชุมนุมกันที่ลานพระรูป โดยกระทำการอย่างกะทันหัน…………

ครั้นเมื่อหน่วยกรมกองต่างๆ ได้มาชุมนุมพร้อมกันที่ลานพระรูป ท่านเจ้าคุณพหลฯ ก็เรียกประชุมนายทหารสัญญาบัตรเข้าวงล้อม แล้วก็ประกาศยึดอำนาจ………..

ครั้นแล้ว พล.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนาได้อ่านประกาศยึดอำนาจ เปล่งเสียงไชโยกึกก้องสามยกสามลา แล้วก็นำคณะนายทหารที่มาชุมนุมอยู่ ณ ที่นั้น เดินเข้าไปไขกุญแจเปิดทวารเหล็กที่พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นกองบัญชาการ อันเป็นความสำเร็จเบื้องต้น……..ฯลฯ…….

พล.ท.ประยูร บันทึกต่อไว้ว่า………..

ในเช้าวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ เวลา ๐๘.๐๐ น. พ.ต.หลวงพิบูลสงคราม พล.ต.พระประสาทพิทยายุทธ์ กับ ร.อ.หลวงนิเทศฯ ร.น. ได้นำจอมพล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ มาในรถถัง ส่งให้ข้าพเจ้าที่หน้าประตูพระที่นั่งอนันต์ ข้าพเจ้าได้ถวายคำนับ เชิญเสด็จให้ลงเดินเข้าไปประทับในพระที่นั่ง ทรงจ้องข้าพเจ้าด้วยพระเนตรดุเดือด ตรัสว่า

“ตาประยูร แกเอากับเขาจริงๆ พระยาอธิกรณ์ประกาศบอกฉันไม่เชื่อ ฉันตั้งชื่อ ทำขวัญให้แกเมื่อเกิด ฉันเลี้ยงแกมาตั้งแต่เด็ก โกรธฉันที่ไม่ไปเผาศพพ่อแกใช่ไหม”

แล้วก็ทรงเหลียวมองดูหน่วยทหารที่พลุกพล่านเต็มลานพระบรมรูป ข้าพเจ้ากราบทูลว่า

“ถ้าบิดาข้าพระพุทธเจ้าสามารถทราบได้ คงจะเศร้าใจมาก”

ในที่สุด ข้าพเจ้าเร่งให้เสด็จลงจากรถถัง ทรงสำทับถามว่า “จะเอาฉันไปไหน อย่าเล่นสกปรกนะ” ข้าพเจ้ากราบทูลยืนยันว่า “เชิญเสด็จไปประทับในพระที่นั่งเถอะพ่ะย่ะค่ะ รับรองไม่มีภัยประการใด ข้าพระพุทธเจ้าจะอยู่เฝ้าด้วยตนเอง”

…………ท่าทางของข้าพเจ้าตอนนั้นคงจะป่าเถื่อนอยู่มาก สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ ทรงจ้องมองข้าพเจ้าด้วยความหวาดระแวง พอข้าพเจ้าสำนึกตัวได้ ก็วางปืน แล้วก้มลงกราบขอพระราชทานอภัย ทรงรับสั่งถามเป็นคำแรกว่า

“ใครเป็นหัวหน้า พระองค์บวรเดชใช่ไหม” ข้าพเจ้ากราบทูลว่า “ไม่ใช่” ทรงถามว่าแล้วใครเล่า “ยังกราบทูลไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ” ทรงกริ้วข้าพเจ้า รับสั่งหนักแน่นว่า “ตาประยูร แกเป็นกบฏ โทษถึงต้องประหารชีวิต”

ข้าพเจ้าก็กราบทูลว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นกบฏ ไม่ได้ล้มพระราชบัลลังก์ ถ้าข้าพระพุทธเจ้าพลาดพลั้งทำการไม่สำเร็จต้องถูกประหารแน่ แต่วันนี้ คณะข้าพระพุทธเจ้าทำการสำเร็จ ใต้ฝ่าพระบาทไม่มีอันตรายประการใด”

แล้วทรงรับสั่งถามต่อไปว่า “พวกแกที่ยึดอำนาจนี้ต้องการอะไร มีความประสงค์อะไร ต้องการมีปาลีเมนต์ มีคอนสติติวชั่นใช่ไหม?” ข้าพเจ้ากราบทูลตอบไปว่า “ใช่” ทรงนิ่งอยู่ครู่แล้วรับสั่งถามว่า

“แล้วมันจะดีกว่าที่เป็นอยู่เวลานี้หรือตาประยูร” ข้าพเจ้ากราบทูลตอบไปว่าอารยประเทศทั่วโลกก็มีปาลีเมนต์กันทั่วไป ยกเว้นแต่อาบิสซีเนีย

ทรงถามว่าข้าพเจ้าอายุเท่าไหร่? เมื่อข้าพเจ้ากราบทูลว่า ๓๒ ก็รับสั่งว่า “เด็กเมื่อวานซืนนี้เอง นี่แกรู้จักคนไทยดีแล้วหรือ แกจะต้องเจอปัญหาเรื่องคน พระราชวงศ์จักรีครองเมืองมา ๑๕๐ ปีแล้ว รู้ดีว่าคนไทยนี่ปกครองกันได้อย่างไร อ้ายคณะของแกจะเข็นครกขึ้นเขาไหวรึ”

………………พอดี น.ต.หลวงสินธุสงครามชัยเปิดประตูเข้ามาถวายคำนับ ส่งขนมปังให้ข้าพเจ้าก้อนหนึ่งกับใบปลิว ๓-๔ แผ่น ข้าพเจ้าเอาใบปลิวมาอ่านคร่าวๆ รู้สึกว่ามีข้อความที่รุนแรงอยู่มากซึ่งเป็นเรื่องการเมือง

แต่แล้ว พออ่านบรรทัดสุดท้าย รู้สึกเลือดขึ้นหน้าซ่า คำทำนายของกรมพระนครสวรรค์ฯ ที่รับสั่งอยู่หยกๆ ว่าพวกแกจะต้องฆ่ากันตาย พลันเป็นความจริงขึ้นแล้ว

คือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรมได้เขียนข้อความไว้ในวรรคสุดท้ายของคำประกาศยึดอำนาจ ความว่า

“จะได้นำประชาชนให้ไปสู่ความสุข ความเจริญอย่างประเสริฐสุด ซึ่งเรียกว่าศรีอารยะนั้น ก็พึงบังเกิดแก่ราษฎรถ้วนหน้า”

อันคำว่า “ศรีอารยะ” นั้น เป็นคำแฝงที่คุณหลวงประดิษฐ์มนูธรรมใช้แทนคำว่า “คอมมูนิสต์”

เป็นอันว่า คุณหลวงประดิษฐ์มนูธรรมได้ถือโอกาสแทรกเจตจำนงที่จะนำประเทศชาติไปสู่ลัทธิคอมมูนิสม์ในคำประกาศยึดอำนาจนั้นขึ้นแล้วในวาระแรก ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องผจญสู้และป้องกันกันต่อไป

ครับ…นี่แค่ตัวอย่างจาก “ตัวจริง-เสียงจริง” ผมขอจบตรงที่ พล.ท.ประยูรบันทึกตอนนายปรีดีนำรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ได้นำรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ทรงตั้งพระทัยพิจารณาอย่างจริงจัง แต่ครั้นแล้ว มีข้อความหลายตอนข้องพระทัยยิ่งนัก จึงตรัสถามพระยาทรงสุรเดชว่า ได้อ่านรัฐธรรมนูญนี้มาก่อนหรือเปล่า ซึ่งพระยาทรงสุรเดชก็กราบทูลว่า ไม่ได้อ่าน

แล้วหันมาถามข้าพเจ้าว่าได้อ่านหรือเปล่า ข้าพเจ้าก็ตอบว่าไม่ได้อ่านเช่นเดียวกัน ท่านเจ้าคุณได้กำชับหลวงประดิษฐ์มนูธรรมไว้แล้วว่า ให้ร่างตามแบบอังกฤษ ซึ่งมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้ระบบรัฐธรรมนูญ ซึ่งรับสั่งว่าต้องการจะให้เป็นเช่นนั้น

แต่นี่เรื่องอะไรกันถึงจะต้องใช้คำเสนาบดีว่า “คณะกรรมการราษฎร” ซึ่งเป็นแบบรัสเซีย แบบคอมมูนิสต์ ทรงไม่เข้าใจว่า นี่มันอะไรกัน

…………………..พวกเราทุกคนต่างก็ตะลึงพรึงเพริด ทยอยกันออกไปยืนที่ลานหน้าพระราชวัง พระยาทรงฯ ชี้หน้าหลวงประดิษฐฯ ว่า

“คุณหลวงทำฉิบหายป่นปี้ ไม่ทำตามที่บอกกล่าวกันไว้ ทำอะไรไปนอกเรื่อง”

พระยาทรงฯ พูดอย่างเคืองแค้น เป็นอันว่าความสัมพันธ์ระหว่าง พ.อ.พระยาทรงสุรเดชกับหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ได้แตกร้าวลงไปอย่างไม่มีทางที่จะประสานกันได้

ตั้งแต่วาระนั้น!

เปลว สีเงิน – ไทยโพสต์