วันอาทิตย์ 17 ธันวาคม 2017
  • :
  • :
Latest Update

บ่อน้ำ”จุฬาลงกรณ์” และศาลาไทย ในเมืองบาดฮอมบวร์ก ประเทศเยอรมนี

 

บ่อน้ำ”จุฬาลงกรณ์” และศาลาไทย เมืองบาดฮอมบวร์ก(Bad Homburg) ประเทศเยอรมนี สถาปัตยกรรมไทยชิ้นเดียว ที่อยู่บนผืนแผ่นดินยุโรป

บาดฮอมบวร์ก เป็นเมืองในแคว้น Hessen ของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ตั้งอยู่ทางเหนือค่อนไปทางตะวันตกของนครแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt) ประมาณ 17 กิโลเมตร ที่เชิงเขาเทานุส สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ความเป็นมาของเมืองนี้ ไกรฤกษ์ นานา ได้ถอดความจากเอกสารทางการของเทศบาลนครบาดฮอมบวร์ก ที่พิมพ์เป็นภาษาเยอรมันไว้ว่า “บาดฮอมบวร์ก ถือกำเนิดขึ้นจากเมืองโบราณที่เคยเป็นป่าล่าสัตว์ของเจ้านายปรัสเซียในอดีต จนกระทั่งในคริสตศตวรรษที่ 19 นี้เอง ที่มีการค้นพบว่า ที่นี่เป็นศูนย์รวมของ ‘ตาน้ำใต้บาดาล’ มีคุณสมบัติรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ชงัดนัก ประมาณ พ.ศ.2432 พระเจ้าไกเซอร์ เฟรเดอริกที่ 3 เมื่อครั้งเป็นมกุฎราชกุมารแห่งปรัสเซีย ได้เสด็จมาที่เมืองนี้แล้ว จึงมีพระดำริให้พัฒนาเมืองขึ้นเป็น ‘สปาหลวง’ แห่งใหม่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการที่เจ้านายปรัสเซียจะแปรพระราชฐานมาประทับพักผ่อน และสรงน้ำแร่วิเศษ ณ ที่นี้ นอกจากนั้นยังมีพระสหายของไกเซอร์อีกหลายพระองค์ก็เคยเสด็จมาที่นี่ พระราชอาคันตุกะเหล่านี้ได้สร้างอนุสรณ์ประจำรัชกาลครอบบ่อน้ำต่าง ๆ ไว้เป็นที่ระลึกในภายหลัง

ในหนังสือตามเสด็จไกลบ้าน ซึ่งเป็นหนังสือบันทึกการเดินทางตามรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ในการเสด็จประพาสยุโรป ครั้งที่ 2 เมื่อ ร.ศ. 126 ได้กล่าวถึงเมืองแห่งนี้ไว้ว่า “บาดฮอมบวร์กเป็นเมืองเล็ก ๆ มีความสำคัญตรงที่มีน้ำแร่ธรรมชาติจากใต้ดิน เหมาะสำหรับรักษาโรคบางชนิดและจากความเห็นที่ว่าน้ำแร่เมืองนี้น่าจะเหมาะกับพระโรค แพทย์จึงกราบบังคมทูล (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ให้เสด็จมาที่นี้ โดยจะมีนายแพทย์ฟอน นอร์เดน คอยเฝ้าฯ ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดที่เมืองนี้

พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเปิดบ่อน้ำจุฬาลงกรณ์ ที่เมือง บาด ฮอมบวร์ก (Bad Homburg) เป็นเมืองเล็กๆ น่ารัก มีชื่อเสียงด้านสปาน้ำแร่ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเทือกเขาเทานุส ทางเหนือของนครแฟรงก์เฟิร์ต เป็นภาพถ่ายที่ถ่ายในปี 1907 เป็นภาพที่ปรากฏในหนังสือหลาย ๆ เล่ม(คอลเล็คชั่น ของนายจนิษฐ์ ประเสริฐบูรณะกุล)

 

การเสด็จประพาสยุโรป ครั้งที่ 2 ใน พ.ศ.2449 – 2450 ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากพระราชปรารภที่ว่า “มีพระอาการประชวร ไม่ทรงสบายมานานแล้ว เมื่อได้เสด็จไปประพาสและผ่อนพักตามหัวเมือง ก็กลับทรงพระสำราญไปชั่วคราว แต่ครั้นกลับทรงประพฤติพระราชกิจกรากกรำเข้าก็ดี หรือเวลากระทบถูกฤดูแปรไม่ปรกติก็ดีก็กลับไม่ทรงสบายไปอีก แต่เป็นดังนี้ มาหลายคราว ถึงศกนี้ (พ.ศ.2449) ทรงสังเกตเห็นพระอาการกำเริบขึ้นกว่าแต่ก่อน ดอกเตอร์โบเมอร์ผู้เป็นแพทย์ประจำพระองค์ตรวจพระอาการ ลงเนื้อเห็นสันนิษฐานว่าโกฐาส (ส่วน) ภายในพระกายไม่เป็นไปสม่ำเสมอ พระโรคเช่นนั้นไม่ถูกแก่อากาศชื้น เช่น ในฤดูฝนชุก หรือร้อนจัดเช่นในฤดูคิมหะ (ฤดูร้อน) ในสยามประเทศนี้ จึงเรื้อรังรักษาไม่หายได้ ควรจะเสด็จแปรสถาน ไปหาอากาศประกอบแก่การรักษาพระโรคจึงจะหาย ก็แลตำบลที่จะรักษาพระโรคได้เหมาะดีที่สุด ก็มีแต่ในประเทศยุโรป

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินออกจากพระนคร เมื่อเดือนมีนาคม 2449 และเสด็จนิวัติพระนคร เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2450 รวมเวลาประมาณ 7 เดือน ทั้งนี้ ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้เสด็จประทับรักษา พระวรกายที่เมืองบาดฮอมบวร์กเป็นเวลา 1 เดือน คือ ระหว่างวันที่ 23 สิงหาคม ถึง 22 กันยายน 2450 ซึ่งเป็นการรักษาพระวรกายด้วยวิธีร่วมสมัย คือ เป็นการรักษาสุขภาพด้วยน้ำหรือที่สมัยปัจจุบันเรียกว่าสปา

การรับเสด็จเป็นไปอย่างสมพระเกียรติยิ่ง ดังพระราชหัตถเลขาความว่า “ในการที่พ่อจะมารักษาตัวเมืองฮอมเบิคนี้ เอมเปอเรอ ทรงเปนพระธุระแขงแรงมาก เสด็จมาเองในเวลาพ่ออยู่ปารีส สั่งเสีย การงานไว้ให้เมืองนี้รับรองแลเปิดให้ไปไหนไปได้เหมือนอย่างรับเสด็จเอมเปอเรอ เพราะฉนั้นบารอน ที่เปนผู้จัดการอาบน้ำจึงได้เอื้อเฟื้อมาก บรรดาตึกรัฐบาล…จนกระทั่ง ถึงร้านราษฎร ห้อยธงช้างทุกหนทุกแห่ง มีคนคอยดูแลโห่ร้องเสมอทุกเวลาที่ออกจากเรือน”

ในการรักษาพระวรกายแพทย์ชาวเยอรมันซึ่งประกอบด้วยโปรเฟสเซอร์เกราซ์ โปรเฟสเซอร์เกรล โปรเฟสเซอร์ฟอน นอร์เดน และโปรเฟสเซอร์เมเยอร์ เป็นผู้ร่วมกันดูแลถวายการตรวจรักษา โดยทุกวัน โปรเฟสเซอร์ฟอน นอร์เดน จะทำการตรวจพระอาการ ถวายยา จากนั้นก็เสด็จไปทรงน้ำที่โรงอาบน้ำไกเซอร์วิลเฮล์มบาด รวมทั้งถวายการรักษาด้วยวิธีการต่างๆ เช่น นวดด้วยไฟฟ้า และห้ามเสวยพระกระยาหารที่มีรสชาติจัด สำหรับผลการรักษาพระวรกาย ซึ่งเป็นผลในรอบ 3 สัปดาห์ พบว่ามีพระอาการดีขึ้น

บ่อน้ำโกนิคจุฬาลงกรณ์(Konig Chulalongkorn)

จากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับรักษาพระวรกายอยู่ที่บาดฮอมบวร์ก เป็นเวลากว่า 1 เดือน จนล่วงเข้าวันเฉลิมพระชนมพรรษา คือ วันที่ 20 กันยายน ได้มีการจัดงาน เฉลิมพระชนมพรรษาขึ้นที่วิลล่าที่ประทับ คือ วิลล่าเฟอร์สเตนรูห์(Fiirstnruhe) โดยพระราชโอรสทุกพระองค์ที่ทรงศึกษาอยู่ในยุโรปได้มาเฝ้า ในวันที่ 21 กันยายน ชาวเมืองบาดฮอร์มบวร์ก ได้ถวายบ่อน้ำแร่ เป็นที่ระลึก โดยเสด็จการเปิดบ่อด้วยพระองค์เองและตั้งชื่อว่าบ่อน้ำโกนิคจุฬาลงกรณ์ (Konig ภาษาเยอรมัน หมายถึง King : กษัตริย์ในภาษาอังกฤษ)

ทรงเล่าถึงเหตุการณ์นี้ไว้ว่า “เวลาเที่ยงไปที่เปิดบ่อ แต่งตัวฟรอกโก๊ต บ่อนี้อยู่ข้างหลังไกซาวิลเลี่ยมบาด เปนทุ่งหญ้า ยังไม่ได้ทำสวนออกไปถึงเข้าได้ลงมือเจาะแต่เดือนเมษายน ลักษณที่เจาะก็เหมือนกับเจาะบ่อน้ำธรรมดา แต่ใช้ท่อทองแดง เจาะช่องตามข้างท่อให้น้ำซึมเข้ามาแล้วฝังถึงเหล็กลงไปพ้นปากท่อ เพื่อจะไม่ให้น้ำจืดเข้าไประคน กับน้ำสปริงนั้น ปากท่อทำเปนรูปใบบัวน้ำเดือดพลั่ง ๆ แต่น้ำที่นี่เปนน้ำเย็นทั้งนั้น ทดลองได้ความว่าเปนน้ำอย่างแรง เข้าตั้งกระโจมสามขาหุ้มผ้าสูงคร่อมอยู่ที่บ่อ แล้วปลูกพลับพลาจตุรมุขหลังหนึ่งมีร้านสำหรับคนร้องเพลง มีคนไปประชุมเปนอันมากผู้มีบันดาศักดิ์อยู่ รอบกระโจมนั้นมีราษฎรเต็มไปทั้งนั้น เวลาแรกไปถึงร้องเพลงจบหนึ่งก่อน แล้วแมร์ตำบลฮอมเบิคอ่านแอดเดรส ให้ชื่อบ่อว่าพุ”โกนิคจุฬาลงกรณ์” แล้วเชิญไปเยี่ยมดูที่บ่อนั้น ตักน้ำขึ้นมาให้ชิม ด้วยถ้วยเงินใบใหญ่แล้วกลับมาที่พลับพลา แมร์เรียกให้เชียร์คือฮุเรแล้วร้องเพลงอิกบทหนึ่ง เปนสิ้นการเปิดบ่อเท่านั้น ถ้าเล่าเช่นนี้ดูเหมือนการนั้นเล็กน้อยเต็มทีแต่ที่จริงอยู่ข้างเปนการใหญ่”

สถาปัตยกรรมไทยอันงามสง่า แสดงถึงความเป็นไทยอย่างมีเอกลักษณ์ในแผ่นดินยุโรป ณ เมืองบาดฮอมบวร์ก มีที่มาอันสืบเนื่องจากบ่อน้ำ”โกนิคจุฬาลงกรณ์” ปรากฏรายละเอียดในหนังสือตามเสด็จไกลบ้านว่าหลังจากที่รัชกาลที่ 5 เสด็จกลับจากยุโรปได้ประมาณ 2 ปี(พ.ศ.2452) เมืองบาดฮอมบวร์กแจ้งความประสงค์ไว้ว่าจะจัดสร้างศาลาไทยครอบบ่อน้ำโกนิคจุฬาลงกรณ์ขึ้น จึงได้พระราชทานแบบศาลาและสิ่งของที่ใช้ในการก่อสร้างส่งไป

พระองค์ใส่พระราชหฤทัยในการออกแบบศาลาครอบบ่อน้ำโกนิคจุฬาลงกรณ์ ทรงพอพระราชหฤทัยในการออกแบบของพระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร แต่อนิจจาการทั้งปวงมิได้แล้วเสร็จในรัชสมัยของพระองค์ท่าน เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตด้วยพระโรคพระวักกะพิการ ณ พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 พระชนมายุ58 พรรษา เสด็จดำรงสิริราชสมบัติมาได้43 พรรษา

ในการสร้างศาลาไทยที่เกิดความล่าช้าขึ้นเกิดจากความแตกหักเสียหาย ของกระเบื้องมุงหลังคาที่กว่าสองในสามเสียหายจากการเดินทางทางเรือ รวมทั้งชิ้นส่วนในการก่อสร้างอีกหลายสิ่ง ทำให้ศาลาไทยมาสร้างสำเร็จได้ในกลางปี พ.ศ. 2457 และประการที่สอง พิธีเปิดศาลาไทยมีขึ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2457 โดยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ พระบรมราชชนกในรัชกาลปัจจุบัน เสด็จไปทรงทำพิธีเปิด

แม้ว่าศาลาไทยจะไม่ได้สร้างครอบบ่อน้ำโกนิคจุฬาลงกรณ์ ตามพระราชประสงค์แต่เดิมแต่ถูกย้ายไปสร้าง ให้อยู่ใกล้บ่อน้ำของไกเซอร์ ศาลาไทยและบ่อน้ำโกนิคจุฬาลงกรณ์จึงแยกกันอยู่ในรัศมีประมาณ 500 เมตร แต่ในการเทิดพระเกียรติของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 นั้นยังปรากฏว่าทางประเทศเยอรมนียังได้สร้างถนนเชื่อม Kaiser – Wilhelms – Bad ซึ่งรัชกาลที่ 5 เคยประทับสรงน้ำแร่ กับศาลาไทย (Der Siamesischer Tempel) ถนนนี้มีชื่อว่า Chulalongkornweg (Weg ภาษาเยอรมัน หมายถึง Road ถนน ในภาษาอังกฤษ) เพื่อเฉลิม พระเกียรติแก่อดีตพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็น “พระปิยมหาราช” แม้แต่ในยุโรปแดนไกล

 

ภายในศาลาไทย มีป้ายหินบันทึกการเสด็จเยือน Bad Homburg ของล้นเกล้าฯหลายพระองค์ป้ายนี้บอกการเสด็จของในหลวงรัชกาลที่ 7

การเสด็จเยือนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

การเสด็จเยือนของทูลกระหม่อม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินทร

ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์  อัครราชกุมารี