วันพฤหัส 27 มิถุนายน 2019
  • :
  • :
Latest Update

อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ชื่อนี้ใครมั่วมา ? – ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน

อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ชื่อนี้ใครมั่วมา ? – ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน
.
ชื่อของอนุสาวรีย์นี้ปรากฏครั้งแรกอย่างเป็นทางการใน “พระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น เพื่อขยายและตัดถนนเชื่อมคมนาคมกรุงเทพ พระมหานครกับดอนเมือง และเพื่อสร้างอนุสาวรีย์ทหารปราบกบฎ พุทธศักราช ๒๔๗๖” ประกาศเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๖
.
เมื่อได้ที่ดินตรงหลักสี่ ตำบลซึ่งเคยเป็นสมรภูมิที่มีชัยชนะต่อศัตรูทางการเมืองมาแล้ว ก็ให้สถาปนิกออกแบบเป็นสถูป ปรากฏชื่อว่า “อนุสาวรีย์ ๑๗ ทหารและตำรวจ”
หลังจากสร้างเสร็จ รัฐบาลคณะราษฎรก็ได้บรรจุอัฐิทหารฝ่ายตนที่เสียชีวิตไว้ เรียกให้สั้นลงว่า ‘อนุสาวรีย์ปราบกบฏ’ ส่วนถนนที่ตัดใหม่แยกจากถนนพหลโยธินไปสู่สนามบินดอนเมืองด้านเลียบทางรถไฟ ให้ชื่อว่าถนนปราบกบฎ (อย่าลืมดูรูปประกอบนะครับ) ตอกย้ำเข้าไปอีกดอก
.
คนรุ่นผมเกิดมาทันอนุสาวรีย์ปราบกบฏ ชื่อที่คนไม่นิยม ไพล่ไปเรียกว่าอนุสาวรีย์หลักสี่ จนกลายเป็น Land Mark ของแถวนั้น ภายหลังอนุสาวรีย์ที่ว่านี้ถูกบิดเบือน กลายเป็นชื่อ “อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” เพื่อให้คนยุคปัจจุบันหลงเชื่อว่าเป็นสัญญลักษณ์ในการต่อสู้ปกป้องรักษาประชาธิปไตยของคณะราษฎร ไม่ให้ถูกแย่งคืนกลับไปเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชอีก ทั้งที่ความจริงแล้วมันเป็นเพียงอนุสรณ์สถานอัปยศในการที่ทหารของชาติฆ่ากันเอง เพราะกิเลศของนายที่สวมวิญญาณนักการเมืองทั้งที่อยู่ในเครื่องแบบทหาร เพื่อแย่งชิงกันเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
.
ระวังนะครับ พวกนักการเมืองสมัยนี้ฉลาดในการใช้สื่อ และมีวิธีทางการตลาดในการที่จะสร้างข้อมูลเท็จมาล้างสมองให้ชาวบ้านเชื่อในสิ่งที่เขาต้องการให้เชื่อ เพื่อสนับสนุนให้พวกเขามีโอกาสเข้าไปเสวยอำนาจและหาผลประโยชน์ตามครรลองที่ฟังหรูเลิศว่าประชาธิปไตย
.
พวกกบฏที่ถูกปราบในครั้งนั้น เรียกตนเองว่า “คณะกู้บ้านกู้เมือง” มีพระองค์เจ้าบวรเดชผู้อกหักจากการถูกแกนนำคณะราษฎร์ปฏิเสธ ไม่เอาท่านเป็นนายกรัฐมนตรี จึงหวังจะแสดงศักดาสั่งสอนโดยขึ้นไปนำทัพจากอีสานหลายหัวเมือง ที่แม่ทัพนายกองถูกย้ายกระเด็นไปหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ยังแค้นเคืองคณะราษฎรอยู่ ยกกำลังทางรถไฟจากโคราชมายึดฐานบินดอนเมืองไว้ได้แล้ว ก็ออกแถลงการณ์เป็นใบปลิวโรเนียว ให้นักบินขึ้นเครื่องไปโปรยในพระนครและจังหวัดใกล้เคียง มีข้อความดังนี้

พันโท หลวงพิบูลสงคราม แม่ทัพฝ่ายรัฐบาลที่ชนะทัพทหารหัวเมือง กล่าวในพิธีเปิด

.

ประกาศ
.
จำเดิมแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งพระราชอาณาจักรสยามแล้ว พวกเราทั้งหลายต่างเปี่ยมด้วยความหวังที่จะได้ประสบผลแห่งความจำเริญรุ่งเรืองและความสุขสมบูรณ์ตามทางที่ควรจะเป็นไป แต่เหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เพราะหลวงประดิษฐมนูธรรมและพรรคพวกได้อาศัยรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องกำบัง พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายสำคัญทางเศรษฐกิจไปในทางลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยวิธีการอันเป็นอุบายในทางอ้อมที่จะบังคับข่มขู่ให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการไปตามความปรารถนาของตน จึงต้องทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปิดสภาผู้แทนราษฎร และให้หลวงประดิษฐมนูธรรมออกไปเสียจากพระราชอาณาจักรแล้วได้ตราพระราชบัญญัติปราบปรามคอมมิวนิสต์ขึ้นไว้ดั่งที่ได้ทราบกันอยู่ทั่วไปแล้ว
ต่อมามิช้าพรรคพวกของหลวงประดิษฐมนูธรรมกลับใช้อุบายเข้าทำการยึดอำนาจและเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสมาชิกส่วนมากเป็นพรรคพวกของตนปกครองโดยอาศัยอำนาจกำลังทหารเป็นเครื่องมือกดขี่ข่มขู่ผู้ที่มิได้มีความผิด จัดการให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องจำพระราชหฤทัยพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้เรียกหลวงประดิษฐมนูธรรมกลับเข้าเป็นรัฐมนตรี และทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญโดยปล่อยให้พรรคพวกทำการเผยแพร่ความดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพื่อให้บังเกิดความเกลียดชังและทำลายล้างความเลื่อมใสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้แสดงว่ารัฐบาลของพวกนี้มีความปรารถนาจะแสวงหาอำนาจเพื่อยึดการปกครองไว้ในมือตลอดไป และคิดจะกำจัดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเปิดทางให้ดำเนินการหันเข้าหาลัทธิคอมมิวนิสต์ในภายหน้า
.

บัดนี้ข้าราชการทหารและพลเรือนทั่วราชอาณาจักรเล็งเห็นภัยอันจะเกิดขึ้นแก่บ้านเมืองและประชาชาติไทยในอนาคต โดยน้ำมือพวกที่เป็นเสี้ยนหนามแผ่นดินเหล่านี้ ซึ่งมีหลวงประดิษฐมนูธรรม พระยาพหลพลพยุหเสนา หลวงพิบูลสงคราม หลวงศุภชลาศัย เป็นตัวการ จึงพร้อมใจกันที่จะปราบปรามบุคลดังกล่าวนามมาแล้ว และพรรคพวกของบุคคลเหล่านี้เสีย เพื่อกู้ชาติบ้านเมืองไว้ให้รอดพ้นจากความหายนะ และให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการเพื่อความมั่นคงและความปลอดภัยของบ้านเมือง ตามหลักความมุ่งหมายดังต่อไปนี้
.
๑. ต้องจัดการทุกอย่างที่จะอำนวยผลประโยชน์ให้ประเทศสยาม มีพระมหากษัตริย์ปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วกัลปาวสาน
.
๒.ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญโดยแท้จริง เฉพาะอย่างยิ่งก็คือการตั้งและถอดถอนคณะรัฐบาลต้องเป็นไปตามเสียงหมู่มาก โดยเหตุนี้ต้องยอมให้มีคณะการเมืองที่ชอบด้วยกฎหมาย
.
๓.ข้าราชการที่อยู่ในตำแหน่งประจำการทั้งทหารและพลเรือนต้องอยู่นอกการเมือง เว้นแต่ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งซึ่งมีหน้าที่อยู่ในการเมืองโดยตรง แต่ความข้างต้นนั้นไม่ตัดสิทธิ์ในการที่ข้าราชการประจำจะนิยมยึดถือลัทธิการเมืองใดๆ ที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็ห้ามมิให้ใช้อำนาจหรือโอกาสในตำแหน่งหน้าที่ เพื่อสนับสนุนเผยแพร่ลัทธิที่ตนนิยม หรือเพื่อบังคับขู่เข็ญโดยทางตรงหรือทางอ้อม ให้คนอื่นถือตามลัทธิที่ตนนิยมนั้นเป็นอันขาด ตำแหน่งฝ่ายทหารตั้งแต่ผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารเรือลงไป ต้องไม่ให้มีหน้าที่ทางการเมือง
.
๔.การแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งราชการ จักต้องถือคุณวุฒิความสามารถเป็นหลัก ไม่ถือเอาความเกี่ยวข้องในทางการเมืองเป็นความชอบ หรือเป็นข้อรังเกียจในการบรรจุหรือเลื่อนตำแหน่ง
.
๕.การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๒ ต้องถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือก
.
๖.การปกครองกองทัพบก จักต้องให้มีหน่วยผสมตามหลักยุทธวิธี เฉลี่ยอาวุธสำคัญแยกกันไปประจำท้องถิ่นมิให้มีกำลังเป็นส่วน
.
เพราะฉะนั้นจึงขอประกาศแก่ข้าราชการทหารและพลเรือน ตลอดจนประชาราษฎรทั่วไป จงเห็นแก่ชาติบ้านเมืองอันเป็นที่รักของเราทั้งหลาย จงช่วยกันปราบปรามบุคคลที่เป็นเสี้ยนหนามแผ่นดินดังกล่าวมาแล้ว และผู้ที่ทำการขัดขวางช่วยเหลือบุคคลเหล่านั้นเสีย ถ้าผู้ใดไม่อยากเกี่ยวข้องก็ขอให้รักษาความสงบ อย่าได้ออกมาพลุกพล่านเป็นอันขาด
.
อนึ่ง ขอประกาศให้ทราบไว้ด้วยว่า บรรดาผู้ที่ทำการครั้งนี้มิได้มีความปรารถนาลาภยศ หรืออำนาจอย่างหนึ่งอย่างใดตั้งใจทำความสงบสุขของบ้านเมืองและปวงประชาราษฎร์เท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อได้ทำการสำเร็จแล้ว ผู้ที่มิได้อยู่ในประจำการก็จะไม่มุ่งหมายเอาตำแหน่งราชการเป็นเครื่องตอบแทนแต่อย่างใดเลย
.
มีตรงไหนไหมครับที่บอกว่าจะล้มเลิกรัฐธรรมนูญ แล้วสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชขึ้นใหม่
.
นอกจากใบปลิวแล้ว พระองค์เจ้าบวรเดชยังได้ส่งนาวาเอกเอกพระแสงสิทธิการ ถือหนังสือไปยื่นคำขาดต่อรัฐบาลให้กับมือพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี มีสาระสำคัญ ๖ ข้อเหมือนในใบปลิว แต่เพิ่มข้อ ๗ ตลกดี คือ ขอให้รัฐบาลออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมต่อการปฏิบัติทางทหารครั้งนี้ให้ด้วย เป็นการเผยใต๋ว่าคณะกู้บ้านกู้เมืองไม่ได้ประสงค์จะล้มล้างรัฐบาลคณะนี้ด้วยซ้ำไป จึงไม่แปลกที่พระยาพหลจะสั่งจับพระแสงสิทธิการในข้อหากบฏเป็นคนแรกทันที แล้วออกคำสั่งให้ พันโท หลวงพิบูลสงคราม กระบี่มือ ๑ เป็นแม่ทัพปราบกบฏ นับเป็นครั้งแรกที่กองทัพสยามรบราฆ่าฟันกันเองตามค่ำสั่งนาย
.
หลังจากการสู้รบเกือบสองสัปดาห์จากกรุงเทพไปจบที่ปากช่อง ทหารฝ่ายรัฐบาลเสียชีวิต ๑๕ ส่วนฝ่ายกบฏที่หาศพเจอเสียชีวิต ๘ คน เท่านั้นเอง นายแมคแคลเวย์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษของกรุงเทพเดลิเมล์ ถึงกับกล่าวว่า “…นี่มันรบอะไรกัน..ถ้าปริ๊นซ์บวรเดชจะไปจ้างเม็กซิกันสัก ๑๐ คนมารบ ก็น่าจะได้เห็นการรบที่มีรสชาติกว่านี้”

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ประธานผู้สำเร็จราชการแผ่นดินภายใต้อาณัติของคณะราษฎร

.
แต่ที่ดุเดือดสะเทือนใจคนไทยก็คือ การจับกุมกวาดล้างฝ่ายที่ไม่ใช่พวกรัฐบาลร่วม ๖๐๐ คนหลังจากนั้น เอาไปคุมขังไว้หลายเดือนก่อนที่จะตั้งศาลพิเศษขึ้นพิจารณาโทษ แยกเป็น ๘๑ คดี พิพากษาว่ามีความผิดต้องโทษ ๒๙๖ คน ในจำนวนนั้นต้องโทษประหารชีวิต ๖ คน จำคุกตลอดชีวิต ๒๔๔ คน

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโทมนัสมากและทรงแนะนำให้รัฐบาลอภัยโทษแก่ผู้ที่ไม่ใช่คนสำคัญในการกระทำครั้งนี้เสียโดยเร็ว แต่รัฐบาลก็ปฏิเสธ ซ้ำต่อมายังดึงดันที่จะทูลเกล้าเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้วิธีลงโทษประหารชีวิตจากตัดศีรษะมาเป็นยิงเป้า ให้ทรงลงพระปรมาภิไธย เลยเป็นเหตุใหญ่ให้พระองค์ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ทำให้รัฐบาลหมดทางเลี่ยง จำต้องจัดให้มีการพระราชทานอภัยโทษนักโทษทั้งพระราชอาณาจักรตามพระราชประเพณี นักโทษการเมืองชุดนั้นจึงพลอยฟ้าพลอยฝน พ้นจากโทษประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิต และจากจำคุกตลอดชีวิตเป็นถูกเนรเทศไปเกาะตะรุเตา ๗๐ คน ที่เหลือให้ลดโทษเช่นเดียวกับนักโทษทั่วไป
.
การปราบผู้ที่เป็นอริทางการเมืองได้อย่างราบคาบนี้ รัฐบาลคณะราษฎรภาคภูมิใจมากถึงกับสร้างอนุสาวรีย์ปราบกบฏขึ้นเป็นอนุสรณ์ดังกล่าว แล้วอยู่ๆชื่อ “อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” มันเกิดโผล่ขึ้นมาอย่างไรเมื่อไหร่ไม่ทราบ แต่แน่นอนว่าเป็นช่วงหลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ อาจจะเป็นช่วงที่จะต้องรื้อวงเวียนหลักสี่ใหม่ครั้งแรก เพื่อขยายถนนรามอินทรา ทำให้ต้องย้ายที่ตั้งของสถูปใหม่ จึงมีคนรู้มากกลุ่มหนึ่งอาศัยช่วงที่ประชาธิปไตยเบ่งบาน เชิดชูคณะราษฎรขึ้นมาอีกด้วยการลักไก่เปลี่ยนชื่ออนุสาวรีย์ในเนื้อข่าว เพื่อบิดเบือนวัตถุประสงค์ดั้งเดิมที่มันเป็นเพียง Trophy ที่คณะราษฎรสร้างขึ้นมาเพื่อฉลองชัยของตนเท่านั้น